26 พ.ค.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจักรภพ เพ็ญแข ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูงและคดีลักลอบดักฟังโทรศัพท์ ซึ่งยังคงลอยนวลหลบหนีอยู่ในต่างประเทศ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊คส่วนตัวที่ใช้ username ว่า จักรภพ เพ็ญแข - Jakrapob Penkair เกี่ยวกับแนวคิดในการเปลี่ยนแปลงแนวคิดขั้นพื้นฐานในเมืองไทย ที่ไม่สามารถทำได้ภายในประเทศไทย
นายจักรภพ โพสต์ข้อความว่า ขณะนี้สภาพของเราคล้ายบริษัทครอบครัวที่ประสบความสำเร็จมาตลอดเวลานับร้อยปี แต่พี่น้องเกิดทะเลาะกันหลังพ่อล้มป่วยลง เราก็เกิดทุ่มเถียงกันว่า ใครจะเป็นผู้กุมบังเหียนบริษัท ในขณะที่คู่แข่งปรับตัวเอาๆ จนบริษัทคู่แข่งที่เราเคยเหยียดหยามว่ากระจอกที่สุด ก็โผล่พ้นน้ำขึ้นมาได้แล้ว เราจูงมือกันไปหาพ่อเพื่อให้พ่อตัดสิน พ่อก็ไม่ตัดสิน แถมยังเข้าข้างฝ่ายหนึ่งมาร่วมต่อต้านอีกฝ่ายหนึ่งเสียด้วย
“เราเคยนึกว่าพ่อเลือกอย่างนั้นเพราะพ่อคิดว่าเราไม่ดี เราเคยคิดแบบคนเป็นลูกว่าเราคงเลวเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลักฐานก็ชัดเจนขึ้นว่าวิธีคิดของพ่อมิได้เป็นเช่นนั้นเลย พ่อเลือกเข้าข้างคนที่พ่อถือว่าเป็นลูก และส่งสัญญาณให้กำจัดคนที่พ่อฟันธงลงมาแล้วว่าไม่ใช่ลูก เพราะพ่อร่วมประโยชน์อยู่กับลูกคนนั้น เกมนี้จึงไม่มีกรรมการ มีแต่ผู้เล่น คนที่นั่งคอยนอนคอยให้กรรมการจุติลงมาเกิดเพื่อดับทุกเข็ญในห้วงหลายปีที่ผ่านมานั้น บัดนี้เหงือกแห้งกันไปหมดแล้ว”
ข้อความที่นายจักรภพโพสต์ลงเฟซบุ๊คส่วนตัว
เมื่อคืนผมเดินทางไปยังกรุงพนมเปญ กัมพูชา เพื่อร่วมงานแต่งงานของลูกชายสมาชิกรัฐสภา เสี่ยง นำ และลูกสาวของครอบครัววงศ์สวัสดิ์ ผู้คนก็มากมาย งานก็ออกมาใหญ่โตสวยงามตามความคาดหมาย ผมพบพรรคพวกมากมายหลายท่านทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นรอง ซึ่งกรุณาถามผมแบบคนคิดถึงกันว่าเมื่อไหร่จะกลับบ้านเสียทีเล่า บางท่านสั่งเลยว่ากลับได้แล้ว บ้านเมืองรอให้ไปช่วยกันทำงานรับใช้อยู่ ผมก็ถามกลับไปอย่างสนิทสนมกันว่า ที่ถามอย่างนี้เพราะไม่รู้ว่าสถานการณ์การเมืองไทยแท้ๆ เป็นอย่างไร หรือเพราะท่านทั้งหลายทำใจแล้วว่า เมืองไทยเราจะไม่ดีไปกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้ จึงจะให้ผมกลับไปรับสภาพกึ่งเมืองขึ้นที่รัฐบาลและขบวนการประชาชนเผชิญอยู่ ผมบอกกับพี่ๆ และเพื่อนๆ ที่ได้พบกันว่าผมอยากกลับบ้านใจจะขาด ใครจะไม่อยากกลับไปสู่รากเหง้าของเราเองซึ่งที่ไหนในโลกก็ไม่มี แต่งานของเรายังเพิ่งเริ่มต้น จะให้ละทิ้งไปได้อย่างไร ทุกคนรู้นี่ครับว่าการเปลี่ยนแปลงแนวคิดขั้นพื้นฐานในเมืองไทยไม่สามารถทำได้ในประเทศไทย และสถานการณ์ปัจจุบันไม่อาจแก้ได้โดยชนะเลือกตั้งอีกร้อยรอบ
อยากรู้ว่าเมืองไทยอยู่ตรงไหนในทางการเมืองและโครงสร้างสังคม ก็ดูได้ไม่ยาก ดูตรงการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการออกกฎหมายนิรโทษกรรมก็แจ่มแจ้งนักแล้ว ก็แค่ปวงชนชาวไทยจะขอให้รัฐบาลที่เขาเลือกมากับมือช่วยแก้ไขความไม่เป็นธรรมที่ฝ่ายตรงข้ามสร้างเป็นปมขึ้นมา คนที่ควรสงบแล้วขนาดคุณวสิษฐ เดชกุญชรยังต้องดิ้นพราดออกมาตะโกนว่า เจ้าข้าเอ๊ย! สถาบันฯ ถูกรังแก! ประชาชนถูกรังแก! ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นฝ่ายกุมอำนาจที่แท้จริงในรัฐไทย ถ้าผมเขียนการ์ตูนเป็น ผมว่าจะเขียนภาพฆาตกรที่มีอาวุธครบมือเดินอาดๆ เข้ามา พอถูกเด็กขัดขาจนเซไปหน่อย ก็ออกอาการเปลี่ยนบุคลิกไปเลย ตะโกนด้วยเสียอันแหลมเล็กว่า “ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! อย่างน่าสงสารสำหรับคนที่ไม่รู้ความจริง (หรือรู้ดีแต่ไม่ยอมมอง)
การสร้างหรือปรับกลยุทธ์ของรัฐไทยจึงไม่ใช่เรื่องหลักของไทย เรามีปัญญาที่ไม่ต่างจากใครในโลกนักหรอกครับ แต่ปัญหาไทยอยู่ที่ “กรรมสิทธิ์ในรัฐ” ต่างหาก ขณะนี้สภาพของเราคล้ายบริษัทครอบครัวที่ประสบความสำเร็จมาตลอดเวลานับร้อยปี แต่พี่น้องเกิดทะเลาะกันหลังพ่อล้มป่วยลง เราก็เกิดทุ่มเถียงกันว่า ใครจะเป็นผู้กุมบังเหียนบริษัท ในขณะที่คู่แข่งปรับตัวเอาๆ จนบริษัทคู่แข่งที่เราเคยเหยียดหยามว่ากระจอกที่สุด ก็โผล่พ้นน้ำขึ้นมาได้แล้ว เราจูงมือกันไปหาพ่อเพื่อให้พ่อตัดสิน พ่อก็ไม่ตัดสิน แถมยังเข้าข้างฝ่ายหนึ่งมาร่วมต่อต้านอีกฝ่ายหนึ่งเสียด้วย เราเคยนึกว่าพ่อเลือกอย่างนั้นเพราะพ่อคิดว่าเราไม่ดี เราเคยคิดแบบคนเป็นลูกว่าเราคงเลวเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลักฐานก็ชัดเจนขึ้นว่าวิธีคิดของพ่อมิได้เป็นเช่นนั้นเลย พ่อเลือกเข้าข้างคนที่พ่อถือว่าเป็นลูก และส่งสัญญาณให้กำจัดคนที่พ่อฟันธงลงมาแล้วว่าไม่ใช่ลูก เพราะพ่อร่วมประโยชน์อยู่กับลูกคนนั้น เกมนี้จึงไม่มีกรรมการ มีแต่ผู้เล่น คนที่นั่งคอยนอนคอยให้กรรมการจุติลงมาเกิดเพื่อดับทุกเข็ญในห้วงหลายปีที่ผ่านมานั้น บัดนี้เหงือกแห้งกันไปหมดแล้ว
ผมนำมาเทียบกับบริษัท เพื่อให้เห็นประเด็นกรรมสิทธิ์ได้โดยง่าย แต่ผมรู้ครับว่ารัฐมิใช่บริษัท ใครที่คิดว่ารัฐกับบริษัทเหมือนกันและมีศักดิ์ที่เท่ากันคนนั้นคิดผิด บริษัทมีหน้าที่แข่งขันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งเกือบทั้งหมดก็เป็นไปเพื่อกำไรสูงสุด แต่รัฐมีภารกิจที่เหนือไปกว่านั้น คือทำให้คนในรัฐผาสุก ได้รับสิทธิ เสรีภาพ และความเป็นมนุษย์อย่างเต็มที่ และทำให้คนค้ากำไรและไม่ค้ากำไรอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องคิดฆ่ากัน แต่เราใช้สัญลักษณ์บริษัทครอบครัวมามองการเมืองไทยในขณะนี้ได้ เผื่อบางท่านอาจงงอยู่จนถึงทุกวันนี้ว่าเขาทะเลาะอะไรกัน จน อะ เกาหลี กลายเป็น เดอะ เกาหลี ไปแล้ว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี