นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้กรมฯ ได้ทำการวิเคราะห์ลงลึกและต่อเนื่องธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้สูงสุด 10 อันดับแรก พบว่า 1.ธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์ที่ได้จากโรงกลั่นปิโตรเลียม ทำรายได้ 3.84 ล้านล้านบาท2.ธุรกิจขายส่งนาฬิกาและเครื่องประดับ ทำรายได้ 3.12ล้านล้านบาท 3.ธุรกิจร้านขายปลีกเครื่องประดับ ทำรายได้ 2.39 ล้านล้านบาท 4.ธุรกิจผลิตรถยนต์ส่วนบุคคลทำรายได้ 1.56 ล้านล้านบาท 5.ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมอื่นๆ สำหรับยานยนต์ ทำรายได้1.55 ล้านล้านบาท 6.ธุรกิจขายยานยนต์ใหม่ชนิดรถนั่งส่วนบุคคลฯ ทำรายได้ 1.45 ล้านล้านบาท 7.ธนาคารพาณิชย์ ทำรายได้ 1.11 ล้านล้านบาท 8.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำรายได้ 1.07 ล้านล้านบาท 9.ธุรกิจขายปลีกเชื้อเพลิงยานยนต์ในร้านเฉพาะสถานีบริการน้ำมัน ทำรายได้ 1.02 ล้านล้านบาท และ 10.ธุรกิจขายส่งเชื้อเพลิงเหลว ทำรายได้ 0.96 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ ธุรกิจทั้ง 10 อันดับที่กล่าวมาข้างต้นส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ (ไซส์ L) ที่สามารถทำรายได้สูงสุดในธุรกิจแต่ละประเภท แต่จากกระแส Art Toy ของเล่นสะสมที่สร้างสรรค์งานศิลปะโดยศิลปินจากต่างประเทศและศิลปินไทยก็กำลังเป็นที่นิยมทั่วโลก ส่งผลให้ “ธุรกิจของเล่น” กลายเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ต้องจับตามอง แม้ในช่วง 5 ปี ย้อนหลังที่ผ่านมา (2562-2566) ธุรกิจของเล่นจะมีการเติบโตที่ผันผวนเพราะมีปัจจัยด้านการแพร่ระบาดของโควิด-19 มาส่งผลกระทบเชิงลบ แต่เมื่อสถานการณ์สงบลงธุรกิจของเล่นก็ใช้เวลาไม่นานที่สามารถกลับมาพลิกฟื้นธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก (S) ที่ครองตลาดส่วนใหญ่มากถึง 1,024 ราย แบ่งเป็นกลุ่มผู้ผลิตจำนวน 220 ราย และกลุ่มขายจำนวน 804 ราย คิดเป็น 93.7% จากจำนวนธุรกิจของเล่นที่มีจำนวน 1,093 ราย แบ่งเป็นกลุ่มผู้ผลิตจำนวน 238 ราย และกลุ่มขายจำนวน 855 ราย มีมูลค่าทุนจดทะเบียนทั้งหมด 5,692.21 ล้านบาทแบ่งเป็นกลุ่มผลิตจำนวน 2,909.61 ล้านบาท และกลุ่มขายจำนวน 2,782.60 ล้านบาท
นางอรมนกล่าวอีกว่า ปี 2566 ธุรกิจของเล่นสามารถสร้างรายได้รวมถึง 19,677.21 ล้านบาท และทำกำไรได้ 467.62 ล้านบาท การเติบโตของธุรกิจของเล่นส่วนสำคัญเป็นผลมาจากการเกิดกลุ่มในวงการของเล่นที่เรียกว่า Kidult ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีความนิยมในการสะสมของเล่นและมีกำลังการซื้อสูงเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองในวัยเด็ก การสะสมเพื่อสร้างรายได้ในอนาคต และการนำส่งงบการเงินประจำปี 2566 รายได้ของนิติบุคคลทั่วประเทศมีจำนวนกว่า 57.86 ล้านล้านบาท และมีผลกำไรกว่า 2.34 ล้านล้านบาท กลุ่มภาคการผลิตสามารถทำรายได้สูงสุดจำนวน 23.72 ล้านล้านบาท คิดเป็น41.00% ของรายได้ทั้งหมด เป็นผลกำไรจำนวน 1.10 ล้านล้านบาท คิดเป็น 47.03% ของกำไรสุทธิทั้งหมด รองลงมาคือกลุ่มภาคขายส่ง/ปลีก ทำรายได้ 23.32 ล้านล้านบาท คิดเป็น 40.30% ของรายได้ทั้งหมด ทำกำไรอยู่ที่ 0.46 ล้านล้านบาท คิดเป็น 19.57% ของกำไรสุทธิทั้งหมด และกลุ่มภาคบริการ ทำรายได้จำนวน 10.82 ล้านล้านบาท คิดเป็น 18.70% ของรายได้ทั้งหมด เป็นผลกำไรจำนวน 0.78 ล้านล้านบาท คิดเป็น 33.40% ของกำไรสุทธิทั้งหมด
สำหรับการจดทะเบียนธุรกิจประจำเดือน พ.ค. 2567 มีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่จำนวน 7,499 ราย เพิ่มขึ้น 969 ราย คิดเป็น 14.84% เมื่อเทียบกับจากเดือนที่ผ่านมา (เม.ย. 2567) และเพิ่มขึ้น 62 รายคิดเป็น 0.83% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน(พ.ค. 2566) โดยมีมูลค่าทุนจดทะเบียน 21,887.12 ล้านบาท ลดลง 5,384.75 ล้านบาท คิดเป็น 19.74% เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (เม.ย. 2567) และลดลง 6,527.35 ล้านบาท คิดเป็น 22.97% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (พ.ค. 2566) โดยการเติบโตของธุรกิจในเดือนนี้มีการกระจายตัวในทุกประเภทธุรกิจ โดยประเภทธุรกิจที่มี การจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 662 ราย ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 545 ราย และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 353 ราย คิดเป็นสัดส่วน 8.83% 7.24% และ 4.71% จากจำนวนการจัดตั้งธุรกิจในเดือนพฤษภาคม ตามลำดับ ในขณะที่จำนวนการจดทะเบียนเลิก 1,004 ราย เพิ่มขึ้น194 ราย คิดเป็น 23.95% เมื่อเทียบกับเดือน ที่ผ่านมา(เม.ย. 2567) และลดลง 230 ราย คิดเป็น 18.64% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (พ.ค. 2566) โดยมีมูลค่าทุนจดทะเบียน 54,804.37 ล้านบาท เพิ่มขึ้น49,707.54 ล้านบาท คิดเป็น 975.26% เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (เม.ย. 2567) และเพิ่มขึ้น 46,564.47 ล้านบาท คิดเป็น 565.11% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (พ.ค. 2566)
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี