‘นภินทร’เข้าร่วมประชุม‘คณะทำงานปราบปรามสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย’ สั่งตั้งชุดเฉพาะกิจ 5 ชุด ปูพรมลงพื้นที่ตรวจสอบ‘นอมินี-สินค้าด้อยคุณภาพจากต่างประเทศ’ ตั้งเป้าตรวจธุรกิจร้านอาหาร-ซูเปอร์มาร์เก็ต-โรงแรม-ธุรกิจท่องเที่ยว-ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์-ขนส่งและโลจิสติกส์
4 เมษายน 2568 นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการป้องกันและป้องปรามธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว (Nominee) และประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมและยกระดับ SME ไทย และแก้ไขปัญหาสินค้าที่ไม่มีคุณภาพจากต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมประชุมร่วมกับคณะทำงานปราบปรามสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ที่มีร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานคณะทำงาน พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เป็นคณะทำงานเข้าร่วมประชุม 19 หน่วยงาน
นายนภินทร กล่าวว่า วาระสำคัญในการประชุมครั้งนี้ คือ ขอให้คณะทำงานฯ ดำเนินการปราบปรามสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมายเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมตามแผนการแก้ไขปัญหาที่กำหนดไว้ร่วมกันทั้งด้านสินค้าไม่มีคุณภาพและปราบปรามนอมินี โดยเน้นการทำงานเชิงรุกบูรณาการการทำงานร่วมกันโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ตามแผนที่กำหนดไว้ ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายพิชัย นริพทะพันธุ์)
นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ประธานคณะทำงานฯ ตั้งคณะทำงานชุดเฉพาะกิจ 5 ชุด เน้นตรวจสอบธุรกิจเป้าหมาย ได้แก่ ธุรกิจร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ธุรกิจท่องเที่ยวและที่เกี่ยวเนื่อง ธุรกิจที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ โดยขอให้คณะทำงานที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับธุรกิจเป้าหมายเป็นประธานคณะทำงานชุดเฉพาะกิจ โดยมีคณะทำงานจากหน่วยงานต่างๆ ร่วมเป็นคณะทำงาน ปูพรมลงพื้นที่ตรวจสอบย่านธุรกิจและย่านการค้าที่สำคัญ เช่น ห้วยขวาง ประตูน้ำ RCA และ สำเพ็ง ร่วมกันกำหนดเป้าหมาย/เเผนการตรวจสอบอย่างชัดเจน และเร่งลงพื้นที่ตรวจสอบตามสถานที่เป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ เมื่อลงพื้นที่ตรวจสอบแล้วหากพบการกระทำผิดกฎหมาย ขอให้แต่ละหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายภายใต้กรอบหน้าที่และอำนาจที่อยู่ในความรับผิดชอบอย่างเคร่งครัด เพื่อจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษทางกฎหมายให้เห็นเป็นรูปธรรม สร้างความเชื่อมั่นให้กับธุรกิจและประชาชนไทย รวมถึงป้องปรามและปราบปรามธุรกิจต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจอย่างผิดกฎหมายในไทยซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของไทยได้รับผลกระทบในการเติบโต
“ชุดเฉพาะกิจทั้ง 5 ชุด จะลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง จนกว่าผู้ประกอบการต่างชาตินั้นจะประกอบธุรกิจถูกต้องตามกฎหมายของไทย ซึ่งเป็นการทำงานเชิงรุกทั้งการป้องกันและปราบปราม โดยได้กำหนดกรอบการทำงานภายใน 1 เดือน และนำผลเสนอต่อที่ประชุมคณะทำงานฯ ไปยังคณะอนุกรรมการฯ ที่ตนเป็นประธาน และรายงานต่อคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมายที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายพิชัย นริพทะพันธุ์) เป็นประธานต่อไป” นายนภินทร กล่าว
ด้าน ร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะทำงานฯ เผยว่า “จะเร่งดำเนินการตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายนภินทร ศรีสรรพางค์) เพื่อปกป้องผู้ประกอบการและผู้บริโภคชาวไทยจากผลกระทบด้านลบที่เกิดจากแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าและธุรกิจต่างประเทศจำนวนมากเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยและพบการกระทำผิดกฎหมายในรูปแบบต่างๆ อาทิ การนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานการหลีกเลี่ยงภาษี การใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) เพื่อประกอบธุรกิจอย่างผิดกฎหมาย ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและผู้ประกอบการไทยอย่างมาก การปราบปรามสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมายในประเทศไทยเป็นประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องผู้บริโภคและผู้ประกอบการไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศ จากการกระทำผิดกฎหมายของธุรกิจต่างชาติ
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เป็นธรรมและโปร่งใส เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน โดยขอความร่วมมือจากประชาชนและผู้ประกอบการในการแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดเกี่ยวกับสินค้าและธุรกิจต่างประเทศ เพื่อให้การปราบปรามเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ
-032
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี