ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 นี้ ได้มีคำพิพากษาจำคุกพิรงรอง รามสูตร กรรมการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นเวลา 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา แต่ได้รับการประกันตัวในวงเงิน 120,000 บาท และห้ามเดินทางออกนอกประเทศ
เมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติชอบกลางมีคำพิพากษาในคดีนี้ ได้มีผู้แสดงความคิดเห็นทั้งในเชิงวิชาการ และในเชิงความรู้สึกอย่างมากมาย ประหนึ่งว่า ศาลสถิตยุติธรรมได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ราวกับเป็นจำเลยของสังคมเสียเอง
การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำพิพากษาของศาล โดยหลักทั่วไป หากเป็นการแสดงความคิดเห็นในเชิงวิชาการ และกระทำด้วยความเคารพ สามารถกระทำได้ มิฉะนั้นอาจเป็นการละเมิดอำนาจศาล และมีโทษจำคุก
แม้จะเป็นการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำพิพากษาในเชิงวิชาการจำเป็นจะต้องศึกษาและตรวจสอบข้อมูลความเป็นมาของคดีอย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วย
คดีนี้ มีที่มาจากการที่ บริษัททรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด เป็นผู้ให้บริการ แอปพลิเคชั่น True ID ด้วยการแพร่เสียงแพร่ภาพ ผ่านอินเตอร์เนต
สาธารณะที่ไม่มีการบริหารจัดการโครงข่ายเป็นการเฉพาะ ซึ่งเรียกว่า Over The Top (OTT หรือโอทีที)โดยที่ กสทช. ไม่เคยกำหนดให้ผู้บริการดังกล่าวต้องขออนุญาตจาก กสทช.
พิรงรอง ซึ่งเป็นกรรมการ กสทช. และประธานอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ได้ใช้อำนาจหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้
แอปพลิเคชั่น True ID ได้แพร่เสียงแพร่ภาพจากโทรทัศน์ดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชั่น เมื่อผู้เข้าชมเปลี่ยนช่อง ได้มีโฆษณาแทรกของแอปพลิเคชั่นนี้ เป็นเหตุให้ พิรงรอง ซึ่งกำกับดูแลเกี่ยวกับกิจการโทรทัศน์มีความเห็นว่า การกระทำเช่นนี้ไม่สมควรและไม่ถูกต้อง
การประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ ครั้งที่ 3/2566 เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2566 พิรงรอง ซึ่งเป็นประธานที่ประชุม มีวาระที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับ การตรวจสอบการแพร่เสียงแพร่ภาพผ่านการให้บริการของการรับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านระบบอินเตอร์เนต และแอปพลิเคชั่น True ID ซึ่งพิจารณาเกี่ยวกับลักษณะและพฤติกรรมของ แอปพลิเคชั่น True ID แต่หาข้อสรุปไม่ได้ และเห็นว่ามีผู้ให้บริการในลักษณะ OTT เช่นนี้หลายราย การพิจารณากรณี แอปพลิเคชั่น True ID แต่เพียงรายเดียวอาจส่งผลต่อการพิจารณาประเด็นต่างๆ ในอนาคต
ต่อมา พิรงรอง ได้ให้สำนักงาน กสทช. ทำหนังสือแจ้งไปยังผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ทุกราย รวม 127 ราย ทราบเกี่ยวกับการให้บริการแอปพลิเคชั่น True ID ว่า ยังมิได้เป็นผู้รับอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ และยังมิได้แสดงเจตนาขอรับใบอนุญาตตามขอบเขตการให้บริการประเภทโครงข่ายไอพีทีวี (IPTV) ทั้งที่ แอปพลิเคชั่นTrue ID ให้บริการมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2559 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมิได้มีเจ้าหน้าที่ทักท้วงการออกหนังสือดังกล่าวแล้ว
ต่อมาเมื่อ 2 มีนาคม 2566 ในการประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 4/ 2566 พิรงรอง ได้ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม ได้ตำหนิและต่อว่าฝ่ายเลขานุการ ที่ทำหนังสือโดยไม่ระบุหรือเจาะจงการให้บริการ True ID และรายงานการประชุม ของคณะอนุกรรมการฯ ครั้งที่ 3/2566 ไม่ได้มีมติให้สำนักงาน กสทช. มีหนังสือแจ้งไปยังผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์โดยระบุเจาะจงถึงบริการ True ID
แต่ตามบันทึกรายงานการประชุมครั้งที่ 4/2566 กลับระบุว่าที่ประชุมมีมติรับรองรายงานการประชุมครั้งที่3/2566 และเห็นควรแจ้ง ผู้ให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วการประชุมคณะอนุกรรมการครั้งที่ 4/2566 ไม่มีมติดังกล่าว จึงเป็นการทำเอกสารรายงานการประชุมอันเป็นเท็จ
ในการประชุมคณะอนุกรรมการ ครั้งที่ 3/2566 พิรงรอง ได้โน้มน้าวและรวบรัด ใช้คำพูดว่า “เตรียมตัวจะล้มยักษ์” ซึ่งต่อมายอมรับในระหว่างการพิจารณาคดีว่า หมายถึง บริษัท ทรูฯ จึงเป็นการสื่อความหมายว่า ประสงค์จะให้ได้รับความเสียหาย
หลังจากที่ผู้ประกอบการ 127 ราย ได้รับหนังสือจาก กสทช. แล้ว ผู้ประกอบการหลายรายได้ชะลอหรือขยายเวลาทำนิติกรรมกับ บริษัท ทรูฯ ทำให้เกิดความเสียหาย
หลังจากศาลได้มีคำพิพากษาแล้ว ได้มีผู้แสดงความคิดเห็นมากมาย ทั้งผู้ที่อยู่ในวงการคุ้มครองผู้บริโภคและนักวิชาการ โดยตั้งข้อสังเกตว่า การกระทำของพิรงรอง เพื่อประโยชน์แก่ผู้บริโภค แต่เหตุใดจึงถูกพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี และไม่รอลงอาญา และเป็นการฟ้องคดีของบริษัทใหญ่เพื่อระงับการกระทำของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือไม่?
ประเด็นสำคัญที่จะต้องพิจารณาอยู่ที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีอำนาจที่จะปฏิบัติหรือดำเนินการหรือไม่? และหากดำเนินการโดยไม่มีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายรองรับทั้งหมด แต่ใช้อำนาจหน้าที่เท่าที่มีบางส่วน แล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลบุคคลอื่น จะมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่?
ประเด็นสำคัญนี้ คือสิ่งที่เกิดขึ้นในคดีนี้
สุภาษิตกฎหมายที่สำคัญ เกี่ยวกับการกระทำความผิดคือ กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา
การที่สุภาษิตกฎหมาย กล่าวไว้เช่นนี้ เพราะเป็นเรื่องยาก ที่จะทราบเจตนาที่แท้จริงภายในของผู้กระทำ จึงต้องใช้ผลของการกระทำที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องพิสูจน์
คดีนี้อาจเป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง ที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องระลึกถึงเสมอว่า อำนาจหน้าที่ และขอบเขตอำนาจของตน มีมากน้อยเพียงใด ก่อนที่จะดำเนินการใดๆ ทางกฎหมาย
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี