วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569
4 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย อดีตผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เตรียมเดินทางเยือนไทยในวันที่ 6 ส.ค. นี้ ซึ่งนับเป็นการเดินทางเยือนไทยครั้งแรกนับตั้งแต่ก้าวขึ้นรับตำแหน่งผู้นำพลเรือน
อดีตนายพลผู้เหตุนำการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลประชาธิปไตยของนางอองซาน ซูจี เมื่อปี 2021 ซึ่งเป็นชนวนเหตุให้เกิดสงครามกลางเมืองที่มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100,000 คน ได้ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
หลังจากการเลือกตั้งที่องค์กรเฝ้าระวังด้านประชาธิปไตยและชาติสากลตะวันตกชี้ว่าเป็นเพียง "การจัดฉาก" ซึ่งองค์กรเฝ้าระวังประชาธิปไตยและประเทศตะวันตกต่างกล่าวว่าเป็นเรื่องหลอกลวงที่ตั้งใจจะฟอกภาพลักษณ์ของคณะรัฐบาลทหาร
ด้านประเทศไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน ได้เป็นผู้นำในการรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับเมียนมา ทั้งในระดับทวิภาคีและผ่านสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดยก่อนหน้านี้ กลุ่มประเทศอาเซียนได้เคยสั่งห้ามผู้นำเมียนมาเข้าร่วมการประชุมระดับสูงนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร
อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเมียนมาได้เข้าร่วมการประชุมอย่างไม่เป็นทางการกับรัฐมนตรีต่างประเทศในภูมิภาคเมื่อเดือนที่แล้วที่ประเทศไทย
นับตั้งแต่เปลี่ยนจากการแต่งเครื่องแบบทหารมาสวมชุดพลเรือน มิน อ่อง หล่าย ได้เดินหน้าทำภารกิจทางการทูตอย่างต่อเนื่อง โดยได้เดินทางเยือนอินเดีย จีนซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญ รวมถึงประเทศลาวซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกอาเซียน
โดยก่อนการเดินทางเยือนกรุงเทพฯ นางออง ซาน ซู จี ซึ่งยังคงถูกกักบริเวณในบ้านพัก ได้รับอนุญาตให้เข้าพบกับตัวแทนของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (3 ส.ค.) ซึ่งนับเป็นการพบปะกับเจ้าหน้าที่ต่างชาติที่ได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่เธอถูกยึดอำนาจ
นายเดวิด แมททีสัน นักวิเคราะห์อิสระด้านเมียนมา ให้ความเห็นกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ความพยายามของเมียนมาในการกลับเข้าสู่ความสัมพันธ์ในอาเซียนเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและความน่าเชื่อถือ สำหรับมิน อ่อง หล่าย
อย่างไรก็ตาม มิน อ่อง หล่าย ยังคงปฏิเสธที่จะปฏิบัติตาม ฉันทามติ 5 ข้อ ของอาเซียน เพื่อยุติความขัดแย้งผ่านการเจรจากับทุกฝ่าย โดยระบุว่า มิน อ่อง หล่าย ต้องการถูกมองว่าเป็นสมาชิกที่มีความรับผิดชอบของอาเซียน แต่กลับปฏิเสธข้อตกลงสำคัญของกลุ่มอย่างสิ้นเชิง
ฝั่งไทยมีเหตุผลสำคัญในการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ เนื่องจากเหตุปะทะระหว่างกองทัพเมียนมากับกลุ่มต่อต้านได้ลุกลามข้ามพรมแดนไทย ซึ่งปัจจุบันไทยต้องแบกรับภาระดูแลผู้ลี้ภัยหลายล้านคน นอกจากนี้ ไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ายาเสพติดบริเวณชายแดน
ด้าน สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย เปิดเผยเรื่องนี้ว่า ไทย เชื่อว่า เมียนมา และกัมพูชา สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้ในการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งประเด็นนี้จะถูกยกขึ้นมาหารือในระหว่างการเยือนของมิน อ่อง หล่าย พร้อมแสดงความยินดีต่อกรณีการเข้าพบนางออง ซาน ซู จี ของกาชาด โดยหวังว่าทางการเมียนมาจะดำเนินมาตรการเชิงบวกเพื่อสันติภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืนต่อไป
เจ้าหน้าที่ไทยรายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีโดยไม่ประสงค์ออกนามว่า มิน อ่อง หล่าย จะได้รับการต้อนรับจากกองเกียรติยศที่ทำเนียบรัฐบาลกรุงเทพฯ ในวันพฤหัสบดี จากนั้นจะเข้าพบเป็นการส่วนตัวกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยว่า ผู้นำเมียนมาจะเข้าร่วมงานฟอรัมธุรกิจและงานเลี้ยงอาหารค่ำ โดยคาดว่าทั้งสองฝ่ายจะร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านความร่วมมือแรงงาน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี