สำนักพุทธจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมฝ่ายปกครอง ตำรวจลงพื้นที่สำนักปฏิบัติธรรมเขาแปดร้อย ตรวจสอบข้อเท็จจริงปมคลิปสามเณรนั่งสมาธิเด้ง พบเป็นคลิปเก่าเมื่อปี 62 ส่วน "พระมนู" เจ้าของคลิปและประธานสำนักสงฆ์เขาแปดร้อย พร้อมย้ายให้กลับไปพำนักที่วัดทองผาภูมิ และกล่าวตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร จะไม่กระทำผิดพระธรรมวินัยกรณีการฝึกสามเณรกะเหรี่ยงนั่งปฏิบัติธรรมเด้ง "อุพเพงคาปีติ" อีก
จากกรณีปรากฏเป็นช่าวออนไลน์ หัวข้อข่าว "สามเณรกะเหรี่ยงนั่งปฏิบัติธรรมเด้ง "อุพเพงคาปีติ" ณ สำนักปฏิบัติ ธรรมเขาแปดร้อย ตำบลชะแล อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี โดยปรากฏเป็นคลิปวีดีโอสามเณร พร้อมระบุข้อความว่า "ขอความรู้จากสายธรรมะหน่อย อุพเพงคาปีติ หรืออุปทาน ขอความเห็นจากผู้รู้สายกรรมฐานหน่อย” ทำให้มีคนเข้าไปแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์เป็นจำนวนมาก และพระมนู แจ่มจันทร์ประธานที่พักสงฆ์ดังกล่าว ได้โพสต์เฟสบุ๊ค เปิดขอรับบริจาคสร้างฌาปนสถาน โดยเปิดรับบริจาคผ่านบัญชีส่วนตัวของพระมนู แจ่มจันทร์ และลงคลิปขายของออนไลน์ ผ่านแอพพลิเคชั่น Tiktok จนกลายเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วประเทศนั้น
ล่าสุดเมื่อเวลา 14.00 น.วันนี้ (27 พ.ค.67) นางเนตรทิพย์ เจริญวัย ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมกับพระอธิการสุชาติ ญาณพโล เลขานุการเจ้าคณะตำบลซะแลเขต 1 อำเภอทองผาภูมิ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอทองผาภูมิ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ทองผาภูมิ และผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 บ้านทุ่งนางครวญ ต.ชะแล เดินทางไปที่ที่พักสงฆ์เขาแปดร้อย สถานที่ที่ปรากฏในคลิป เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง
เมื่อไปถึงพบพระมนู แจ่มจันทร์ รอคณะเจ้าหน้าที่อยู่ที่ที่พักสงฆ์เขาร้อยแปด โดยพระมนู แจ่มจันทร์ ให้ข้อมูลข้อเท็จจริงว่า อาตมาอุปสมบทเมื่อปี 2553 ในสังกัดวัดทองผาภูมิ ตำบลทองผาภูมิ อำเภอทองผาภูมิ ต่อมาปี 2558 อาตมาจึงมาอยู่ที่พักสงฆ์เขาแปดร้อย
สำหรับคลิปที่ปรากฏตามสื่อออนไลน์ถ่ายเอาไว้ตั้งแต่ปี 2562 โดยเณรทั้ง 2 รูปอาตมาได้พาไปบวชที่วัดเขื่อนวชิราลงกรณจากนั้นได้มาอาศัยอยู่ที่ที่พักสงฆ์เขาร้อยแปด สามาเณรทั้ง 2 รูป บวชอยู่ประมาณ 2 พรรษาก็ขอลาสิกขาออกไปคนหนึ่งไปเรียนหนังสืออยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี อีกคนหนึ่งยังอยู่ภายในหมู่บ้าน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากทราบข้อเท็จจริง พระอธิการสุชาติ ญาณพโล เลขานุการเจ้าคณะตำบลชะแลเขต 1 ได้ว่ากล่าวตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร โดยพระมนู แจ่มจันทร์ ได้ลงนามรับทราบว่าจะไม่กระทำผิดพระธรรมวินัยกรณีการฝึกสามเณรกะเหรี่ยงนั่งปฏิบัติธรรมเด้ง "อุพเพงคาปีติ" รวมทั้งการเปิดรับเงินบริจาคเข้าบัญชีส่วนบุคคลและการไลฟ์ขายของออนไลน์ ผ่านแอพพลิเคชั่น Tiktok อีก
โดยพระมนู แจ่มจันทร์ ได้ยินยอมออกจากที่พักสงฆ์เขาร้อยแปดและกลับไปพำนักอยู่ที่วัดทองผาภูมิ ตำบลทองผาภูมิ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ทั้งหมดสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกาญจนบุรี ได้รายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติทราบแล้ว
ทั้งนี้ นายสมชาย แสงชัยศรียากุล อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการพิเศษ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า จากการที่ได้ติดตามข่าวสารจากสื่อมวลชนกรณีพระมนู แจ่มจันทร์ ประธานที่พักสงฆ์เขาร้อยแปดให้สัมภาษณ์ ซึ่งท่านอธิบายได้ชัดเจน เพราะการฝึกสมาธินั้นมีหลากหลายวิธีด้วยกัน ในการทำจิตให้มั่น เป็นการฝึกสมาธิพื้นฐาน เมื่อจิตมั่นคงแล้ว ไม่หลงในสมาธิก็เป็นแนวทางการฝึกวิปัสสนากรรมฐานขั้นสูงต่อไป แต่สิ่งที่ไม่ควรคือการทำคลิปมาเผยแพร่ในโลกออนไลน์ โดยไม่มีการอธิบายใดๆให้ประชาชนได้ได้เข้าใจ จึงเป็นสาเหตุทำให้ผู้คนที่ได้ดูคลิป คิดกันไปต่างๆ นานา
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับพระสงฆ์หรือสามเณร มีข่าวเสียหายให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นในฐานะที่ผมรับราชการอยู่สำนักงานพระพุทธศาสนามาจนเกษียณอายุราชการ จึงขอเรียกร้องให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) พิจารณาแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อคอยสอดส่องติดตามข่าวสารทางเวปไชด์วงการสงฆ์ให้เท่าทันเหตุการณ์
เพื่อความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับหลักธรรมที่เบี่ยงเบนจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือมีจุดประสงค์บิดเบือนหลักธรรมเพื่อหวังผลประโยชน์ และสร้างความเข้าใจให้ประชาชนได้ทราบ ถ้าพบว่าพระสงฆ์หรือสามเณรทำผิดชัดเจน ก็สามารถแจ้งความได้โดยตรงเพราะเป็นหน้าที่อยู่แล้ว - 003
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี