คณะสงฆ์โครงการจาริกธรรมฯครั้งที่ 11 เดินเท้า 6 วัน ผ่าน'7 วัดไทย'ในดินแดนพุทธภูมิ
คณะสงฆ์ทั้งไทยและลาว พร้อมด้วยอุบาสกและอุบาสิกาใน “โครงการจาริกธรรมตามรอยบาทพระศาสดา อินเดีย – เนปาล ครั้งที่ 11” เดินเท้าจาริกธรรมผ่าน 7 วัดไทยในประเทศอินเดีย โดยตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2568 เดินเท้าถึง “วัดไทยพุทธภาวนา” เมืองคยา รัฐพิหาร และ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2568 เดินทางไปยัง “วัดนวมินธัมมิกราช” ซึ่งวัดดังกล่าวยังอยู่ในเขตรัฐพิหาร โดยเป็นวัดที่ “พระครูปริยัติธรรมวิเทศ” หรือ “ดร.พระมหาพัน สุภาจาโร” เจ้าอาวาสวัดไทยนาลันทา นำศรัทธาญาติโยมมาร่วมสร้างพระองค์ใหญ่ที่มีความสูงถึง 108 ฟุต ต่อมาในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2568 คณะสงฆ์พร้อมด้วยอุบาสกและอุบาสิกาในโครงการจาริกธรรมฯ เดินทางถึง “วัดไทยลัฏฐิวันมหาวิหาร” เมืองราชคฤห์ รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย
ส่วนในวันที่ 17-18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2568 เดินเท้าถึง “วัดไทยสิริราชคฤห์” โดยได้รับฟังธรรมปฏิสันถารของ “พระวิเทศวชิรเมธี” (หลวงพ่อวิเชียร วชิรวํโส ป.ธ.5, ดร.) เจ้าอาวาส วัดไทยสิริราชคฤห์ เมืองราชคฤห์ รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ซึ่งเมื่อถึงที่กรุงราชคฤห์ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงสมัยครั้งพุทธกาล มีพระเจ้าพิมพิสารเป็นพระมหากษัตริย์ปกครองบ้านเมืองในสมัยนั้น ทำให้กรุงราชคฤห์มีสถานที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหลายแห่ง เช่น “ เขาคิชกูฎ” ซึ่งมีกุฏิขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า, กุฏิพระอานนท์, ถ้ำของพระสารีบุตรและถ้ำของพระโมคคัลลานะ และ จุดที่สันนิษฐานว่า เป็นจุดที่พระเทวทัตกลิ้งหินลงมาใส่พระพุทธเจ้าจนทำให้นิ้วพระบาทห้อพระโลหิต รวมถึง “วัดอัมพวัน” วัดที่หมอชีวกโกมารภัจจ์ได้สร้างถวายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทางขึ้นเขาคิชกูฎ นอกจากนี้ ในบริเวณกรุงราชคฤห์ยังมีถ้ำสัตยาบรรณคูหาซึ่งเป็นสถานที่ที่พระเจ้าอชาติศัตรูใช้เป็นสถานที่สังคยนาพระไตรปิฎก และ “วัดเวฬุวัน” สร้างโดยพระเจ้าพิมพิสาร และ ทรงตั้งพระราชหฤทัยถวายให้เป็นวัดแรกของพระพุทธศาสนา
ในระหว่างทางของการเดินเข้ามาถึงยังประตูเมืองราชคฤห์ ทางคณะสงฆ์ในโครงการจาริกธรรมฯยังได้ศึกษาเรียนรู้สถานที่สำคัญคือ “มณียามัตสถูป” ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระเจ้าอโศกมหาราชขุดพบสถูปและพระบรมสารีริกธาตุ รวมไปถึงการเข้าศึกษารอยเกวียนโบราณที่มีอายุถึง 3,000 ปี
สำหรับวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2568 คณะสงฆ์ในโครงการจาริกธรรมฯ เดินทางถึง “วัดไทยนาลันทา” เมืองนาลันทา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย เรียกว่า ตั้งแต่วันที่ 14-19 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รวมระยะเวลาเพียง 6 วัน ได้เดินเท้าจาริกธรรมศึกษาเรียนรู้วัดไทยในแดนพุทธภูมิถึง 7 แห่งด้วยกัน ได้แก่ วัดไทยพุทธภาวนา, วัดนวมินธัมมิกราช, วัดไทยลัฎฐิวันมหาวิหาร, วัดไทยสิริราชคฤห์, วัดอัมพวัน, วัดเวฬุวัน และ วัดไทยนาลันทา โดยตลอดการเดินเท้าจาริกธรรมมีกองเสบียงอาหารที่ได้รับการสนับสนุนโดยอุบาสกและอุบาสิกาอันเป็นกองหนุนที่สำคัญตลอดเส้นทาง นับได้ว่าเป็น “ครัวเคลื่อนที่” ที่ทำให้พระสงฆ์ในโครงการจาริกธรรมฯได้มีภัตตาหารฉันในทุกๆวันของการเดินเท้าในดินแดนพุทธภูมิ ซึ่ง “โครงการจาริกธรรมตามรอยบาทพระศาสดา อินเดีย-เนปาล ครั้งที่11” เริ่มเดินเท้าในประเทศอินเดีย ตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2568 โดยปักหลักเริ่มต้นเดินเท้าที่พุทธคยา เมืองคยา ประเทศอินเดีย และเดินเท้าจาริกธรรมไปให้ครบ 4 สังเวชนียสถาน ซึ่งจะไปสิ้นสุดที่สถานที่ประสูติ ลุมพินีสถาน ประเทศเนปาล ในช่วงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ.2568
ระหว่างการเดินเท้าของคณะสงฆ์ในโครงการจาริกธรรมฯยังดินแดนพุทธภูมิ ทาง “พระครูธีรธรรมปราโมทย์” หรือ “หลวงพ่อสำเริง” เจ้าอาวาส วัดดอยเทพนิมิต ต.ป่าซาง อ.แม่จัน จ.เชียงราย และ ในฐานะ “ประธานโครงการจาริกธรรมตามรอยบาทพระศาสดา” ได้เมตตาให้หลักธรรมเป็นกำลังใจแก่คณะสงฆ์โดยมีใจความสำคัญ ดังนี้
“ที่ได้นึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พอได้ระลึกถึงทำให้เราเกิด มีความเชื่อมั่นขึ้นไปอีกว่า นี่สถานที่นี้มีจริง เราอยู่บ้านเราอ่านแต่ตำรับตำรา แต่การมาอย่างของเรา เดินก้าวทุกก้าวมีพระพุทธเจ้าอยู่ในใจ เราเดินด้วยลำแข้งของตนเอง เพื่อดูพลังของศรัทธา ให้เรามีศรัทธายิ่งๆขึ้นไป เราใช้หยาดเหงื่อแรงกายของเราเดินมา อันนี้พอเรานึกแล้วให้เกิดเป็นพุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ เรียกว่า เป็นการระลึกถึงกุศล”
ขณะที่ก่อนหน้านี้ทีมงานเพจ “งมงายสไตล์หมอบี” ซึ่งเป็นของนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ “หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ” ได้สัมภาษณ์ “พระครูธีรธรรมปราโมทย์" ซึ่งท่านให้หลักธรรมสำคัญว่า
“ในคติของเราที่บอกว่า ก้าวทุกก้าวมีพระพุทธเจ้าอยู่ในใจ เมื่อถามว่า คุณทิ้งพระพุทธเจ้าไหม ต้องตอบว่า การเดินเป็นการเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ลึกซึ้ง และ การเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าต้องผ่านร้อนผ่านหนาว และจะได้ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าได้ทุกเมื่อ พระพุทธองค์เสด็จไปด้วยพระบาทเปล่า ผ่านอากาศร้อนอากาศหนาว อากาศเปลี่ยนแปลง พระภิกษุในครั้งพุทธกาลลำบากกว่าเราเยอะมาก ท่านไม่ได้มีเต้นท์ ท่านมีแต่ผ้าจีวร กุฏิท่านอยู่โคนไม้ ถามว่าเราเดินได้อะไร ได้พระพุทธเจ้าอยู่ในใจ”
เพราะฉะนั้น หากถามว่า ทำไมพระสงฆ์ทั้งไทยและลาวในโครงการจาริกธรรมฯจึงเดินเท้าด้วยหัวใจที่มุ่งมั่นและศรัทธายังดินแดนพุทธภูมิ เสมือนว่าไม่มีความเหน็ดเหนื่อยใดๆ เพราะมีหลักธรรมสำคัญประจำใจคือ “ก้าวทุกก้าว มีพระพุทธเจ้าอยู่ในใจ”
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี