533.jpg
ไม่ใช่แค่เพลงฮิต! เอ็ดดี้ เจาะลึก ทำไม 'เนเน่' ถึงเลือกเพลงยากระดับ Hysteria

ไม่ใช่แค่เพลงฮิต! เอ็ดดี้ เจาะลึก ทำไม 'เนเน่' ถึงเลือกเพลงยากระดับ Hysteria

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.56 น.

วันที่ 10 สิงหาคม 2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  ฮิสทีเรีย อยากได้จนแทบควบคุมตัวเองไม่ได้ ทำไมน้องเนเน่เลือกเพลงนี้?

Hysteria (ฮิสทีเรีย) น่าสนใจกว่าที่เราเพิ่งคุยกันเรื่อง “เพลงเล่นยาก” มาก เพราะมันเป็นเพลงที่ทั้งเนื้อหา วิธีแต่ง และเสียงดนตรีทำงานไปในทิศทางเดียวกัน คือความรู้สึก “อยากได้จนแทบควบคุมตัวเองไม่ได้”


1. เนื้อเพลงพูดถึงอะไร
แก่นของ Hysteria คือ “ความปรารถนาที่กลายเป็นความหมกมุ่น”
Matt Bellamy อธิบายความหมายไว้ว่า เป็นเรื่องของการต้องการบางสิ่งหรือบางคนที่เราไม่สามารถมีได้ จนความต้องการนั้นกลายเป็น obsession หรือคล้ายการเสพติด ไม่ใช่เพลงรักหวาน ๆ แต่เป็นความรัก/ความต้องการที่เริ่มกัดกินเจ้าตัวเอง  
เพราะฉะนั้นอารมณ์ของเพลงจึงประมาณว่า
อยากได้ → ไม่ได้ → ยิ่งอยาก → ยิ่งหงุดหงิด → ยิ่งหมกมุ่น → เริ่มสูญเสียการควบคุม
ตรงนี้ทำให้ชื่อ “Hysteria” เหมาะมาก ในการใช้ภาษาอังกฤษสมัยใหม่ hysteria สื่อถึงภาวะอารมณ์รุนแรง วุ่นวาย หรือควบคุมไม่ได้ แม้ผมยังไม่พบหลักฐานที่ Bellamy อธิบายโดยตรงว่าเขาตั้งชื่อด้วยเหตุผลทางนิรุกติศาสตร์นี้ ดังนั้นส่วนนี้ควรถือเป็น “การตีความ” ไม่ใช่ข้อเท็จจริงจากเจ้าตัว  
และถ้าฟังเพลงโดยเข้าใจเนื้อหา จะพบว่าสิ่งที่ดนตรีทำก็น่าสนใจมาก เพราะเพลงแทบไม่ให้ความรู้สึกว่าได้ “พัก” เลย มันผลักเราไปข้างหน้าตลอดเวลา เหมือนอาการหมกมุ่นที่หยุดคิดไม่ได้

2. อะไรคือสิ่งที่โดดเด่นจนถูกกล่าวขวัญ
แน่นอนว่าอันดับหนึ่งคือ Bass Line ของ Chris Wolstenholme
นี่ไม่ใช่เพียงไลน์เบสที่ดีในเพลงของ Muse แต่ได้รับการยกย่องในวงการเบสอย่างกว้างขวาง MusicRadar เคยจัด Hysteria อยู่ในรายชื่อ basslines ที่ยอดเยี่ยมที่สุด โดยอธิบายถึงการวิ่งของ 16th notes (โน้ตเขบ็ตสองชั้น) อย่างต่อเนื่อง 
พูดอีกแบบคือ ในเวลาที่เรานับแค่ “1-2-3-4” นักดนตรีสามารถเล่นโน้ตได้ถึง 16 ตัว
เพราะฉะนั้นเวลาบอกว่า bassline ของ Hysteria มี 16th notes วิ่งต่อเนื่อง ความหมายคือ เบสกำลังเล่นโน้ตถี่ ๆ ต่อกันอย่างสม่ำเสมอ แทบไม่มีช่องว่างให้พัก
“16th notes หรือ โน้ตเขบ็ตสองชั้น คือการแบ่งหนึ่งจังหวะออกเป็นสี่ส่วนย่อย ดังนั้นในขณะที่คนฟังกำลังนับ 1-2-3-4 มือเบสอาจต้องเล่นถึง 16 โน้ต และใน Hysteria โน้ตเหล่านี้วิ่งต่อเนื่องอย่างรวดเร็วและแม่นยำ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของเพลง“
ส่วน Bass Player จัดไว้ถึงอันดับ 11 ในรายชื่อ 40 basslines ยอดเยี่ยม โดยเน้นทั้งความแม่นของนิ้วและความยากในการรักษาเสียงให้สะอาดภายใต้ distortion หนาหนัก  
ที่แรงกว่านั้นคือ ในการโหวตของ MusicRadar ที่ NME รายงานเมื่อปี 2011 แฟน ๆ โหวตให้ Hysteria เป็น bassline ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล อันดับ 1 เหนือ YYZ ของ Rush และ Another One Bites the Dust ของ Queen  
ความพิเศษคือ เบสไม่ได้อยู่ข้างหลังเพื่อคอยประคองเพลงอย่างที่คนทั่วไปคุ้นเคย
ใน Hysteria เบสแทบทำหน้าที่เป็น lead instrument
มันเปิดเพลง
มันมี melody ของตัวเอง
มันเดินต่อเนื่อง
และเป็นเสียงที่คุณจำเพลงนี้ได้ทันที
แต่สิ่งที่ควรพูดเพิ่มจาก bassline คือ การจัดบทบาทระหว่างเบสกับกีตาร์
เพราะเมื่อเบสรับหน้าที่วิ่งและเป็นตัวนำไปแล้ว กีตาร์ของ Matt Bellamy ไม่จำเป็นต้องแข่งเล่นสิ่งเดียวกันตลอด เขาสามารถไปทำ melodic part, texture และ solo ได้
นี่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเนเน่ด้วย เพราะสิ่งที่เธอเล่นบนกีตาร์คือ “อีกชั้นหนึ่ง” ของเพลง ไม่ใช่ bass riff ที่เราเคยสับสนกันก่อนหน้านี้

3. Hysteria ดังขนาดไหน
ถ้าวัดเฉพาะชาร์ตตอนออกใหม่ มันไม่ใช่ “mega pop hit” ระดับอันดับ 1 ของชาร์ตหลัก
Hysteria ออกเป็นซิงเกิลในปี 2003 จากอัลบั้ม Absolution และขึ้นสูงสุดอันดับ 17 ใน UK Singles Chart แต่ขึ้นอันดับ 1 ใน UK Rock & Metal Singles Chart ส่วนในสหรัฐฯ ขึ้นถึงอันดับ 9 ใน Billboard Modern Rock Tracks  
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ ชีวิตของเพลงหลังจากนั้น
มันกลายเป็นเพลงที่ใหญ่กว่าตำแหน่งชาร์ตดั้งเดิมมาก
ปี 2012 ผู้อ่าน NME โหวต Hysteria เป็นเพลง Muse ที่ชื่นชอบที่สุด และมันยังคงเป็นเพลงหลักของการแสดงสดของวงตลอดหลายยุค  
ถึงเดือนสิงหาคม 2026 มิวสิกวิดีโอทางการบน YouTube มียอดชมประมาณ 149 ล้านครั้ง และข้อมูล Spotify ที่ปรากฏในผลค้นหาอยู่ราว 494 ล้านสตรีม ตัวเลขเหล่านี้เปลี่ยนตลอดเวลา แต่พอใช้บอกได้ว่าเพลงอายุกว่า 20 ปียังมีฐานการฟังมหาศาล  

4. เพลงนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร
นี่อาจเป็นเรื่องที่สนุกที่สุดครับ
Hysteria ไม่ได้เริ่มจาก Matt นั่งลงแล้วคิดว่า “ฉันจะเขียนเพลงที่มี bassline ระดับตำนาน”
ต้นกำเนิดมาจากการ jam ตอน soundcheck
Chris Wolstenholme เล่าว่า ตอน soundcheck ก่อนการแสดงที่ Doncaster พวกเขาเล่น riff กัน โดยเริ่มจาก Matt เล่นลักษณะ riff แบบ blues จากนั้น Chris เอาความคิดนั้นมาพัฒนาบนเบส เปลี่ยนมันเป็น pattern 16th notes ที่วิ่งอย่างที่เราได้ยินในที่สุด  
และนี่เป็นจุดที่น่าสนใจมาก
สิ่งที่กลายเป็น bassline ในตำนาน เดิมมีรากมาจาก guitar riff
เมื่อวงเห็นว่ามันเหมาะกับเบสมากกว่า ก็ย้ายหน้าที่นั้นให้ Chris ทำ แล้วเปิดพื้นที่ให้กีตาร์ไปเล่น melodic part อีกชุดหนึ่ง  
เพลงเริ่มถูกเล่นสดตั้งแต่เดือนเมษายน 2002 ก่อน Absolution ออกในปี 2003 และ Muse เองก็ยืนยันประวัติพัฒนาการนี้ทางอ้อมด้วยการนำ “Hysteria (Demo 2002)” ออกมาในชุด Absolution XX Anniversary  
นี่ทำให้เราเห็นว่า Hysteria ไม่ได้เกิดเสร็จสมบูรณ์ในห้องอัด แต่เติบโตมาจากวงเล่นด้วยกัน ทดลองบนเวที แล้วค่อยขัดเกลาจนกลายเป็นเวอร์ชันที่เรารู้จัก

5. มิติที่ผมคิดว่า “ควรพูดถึงมากที่สุด”
ผมว่ามีมิติหนึ่งที่น่าสนใจมาก
Hysteria เป็นเพลงที่ “เนื้อหา” กับ “โครงสร้างเสียง” เล่าเรื่องเดียวกัน
นี่เป็นการตีความของผมนะครับ ไม่ใช่คำอธิบายจาก Muse
เนื้อเพลงพูดถึง obsession ความต้องการที่หยุดไม่ได้
แล้วดนตรีทำอะไร?
Bassline → วิ่งไม่หยุด
Drums → ผลักเพลงตรงไปข้างหน้า
Guitar → สร้าง tension อีกชั้น
Vocal → ร้องด้วยความกระวนกระวายและเพิ่มความรุนแรงขึ้น
Chorus → ระเบิดความต้องการออกมา
คือเพลงไม่ได้เพียง “บอก” ว่าคนคนหนึ่งกำลังหมกมุ่น
มันทำให้เรารู้สึกถึงความหมกมุ่นนั้นทางร่างกาย
Bassline ที่ไม่ยอมปล่อยเราอาจเปรียบได้กับความคิดบางอย่างที่วนอยู่ในหัวและไม่ยอมจากไป
ตรงนี้แหละครับที่ผมว่าเชื่อมกลับมาถึงการเลือกเพลงของ เนเน่ รอยัล ได้อย่างน่าสนใจมาก
เพราะเธอไม่ได้เลือกเพลงดังธรรมดามาคัฟเวอร์ แต่เลือกเพลงที่ในหมู่นักดนตรีมี “ชื่อเสียงด้านความยาก” อยู่แล้ว โดยเฉพาะไลน์เบส แม้เธอไม่ได้เล่น bassline นั้นเอง และตัวเพลงยังเปิดพื้นที่ให้แสดงทั้ง
เสียงร้อง
rhythm guitar
guitar pattern ที่เปลี่ยนตามส่วนต่าง ๆ
lead guitar
solo
และ stage presence
ทั้งหมดภายในไม่ถึงสี่นาที
สำหรับนักดนตรี การขึ้นไปเล่น Hysteria เหมือนกำลังพูดตั้งแต่ยังไม่เริ่มว่า
“ลองดูว่าฉันทำอะไรกับเพลงนี้ได้บ้าง”

และนั่นทำให้คำตอบของเนเน่หลังจบว่า “I play perfect” น่าสนใจขึ้นอีกระดับ

อ่านข่าวที่เกี่ายวข้อง : ชื่นชม เนเน่ รอยัล เจ๋งจริง บนเวที America's Got Talent เอ็ดดี้ ชี้ฝีมือระดับมืออาชีพ สมฉายาร็อกสตาร์ตัวจริง

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top