‘ตำรวจสอบสวนกลาง’รวบกลางสนามบิน สาวไทยเจ้าของ‘บัญชีคริปโต’ร่วมแก๊งมาเลเซีย หลอกลงทุนหุ้นผ่านแอปพลิเคชันปลอม เสียหาย 800 ล้าน เปิดคำให้การเผยที่มาบัญชี
20 กุมภาพันธ์ 2568 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. , พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รอง ผบช.ก. , พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. , พ.ต.อ.จักรกริช เสริบุตร รอง ผบก.ปอศ. , ว่าที่ พ.ต.อ.ธีรภาส ยั่งยืน ผกก.3 บก.ปอศ. , พ.ต.ท.นนทพัทธ์ ยอดแก้ว , พ.ต.ท.ภาสกร นภาโชติ , พ.ต.ท.ณธัชพงศ์ สินสิริยานนท์ , พ.ต.ท.ชวลิต น้ำใจสัตย์ รอง ผกก.3 บก.ปอศ. เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย ร.ต.อ.สุรพันธุ์ ตาขันทะ รอง สว.(สอบสวน) กก.3 บก.ปอศ. , ร.ต.อ.พงษ์เชษฐ์ นุ่มมาก รอง สว.กก.3 บก.ปอศ. , ร.ต.ท.ชัยวิทย์ ศรจิตต์ , ร.ต.ต.ดนัย วีรวรรณ รอง สว.(ป.) กก.3 บก.ปอศ. พร้อมเจ้าหน้าที่ กก.3 บก.ปอศ. ร่วมกันจับกุม น.ส.ณิษฐ์รฐา อายุ 35 ปี ตามหมายจับศาลอาญา ลงวันที่ 25 เม.ย.67 โดยจับกุมได้ที่ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง
ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน , ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง , เปิด หรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตน หรือ เพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง หรือ ยินยอมให้บุคคลอื่นใช้ หรือ ยืมใช้เลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตน โดยประการที่รู้ หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือความผิดอาญาอื่นใด , สมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ , มีส่วนร่วมกระทำการใดๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในกิจกรรมหรือการดำเนินการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยรู้ถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินกิจกรรม หรือโดยรู้ถึงเจตนาที่จะกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าว อันเป็นความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ”
สืบเนื่องจาก กก.3 บก.ปอศ. ได้ทำการสืบสวนสอบสวน ติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการหลอกลงทุนหุ้นไทยและต่างประเทศ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่สร้างปลอมขึ้นมาเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งมีผู้เสียหายจำนวนกว่า 100 รายและมีมูลค่าความเสียหายกว่า 800 ล้านบาท ซึ่งได้ติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดมาโดยตลอด
จากการสืบสวนพบว่ากลุ่มผู้กระทำความผิดมีทั้งกลุ่มบุคคลสัญชาติมาเลเซียและบุคคลสัญชาติไทย ซึ่งในกลุ่มบุคคลสัญชาติไทยจะเป็นกลุ่มหญิงสาวลักลอบเข้าไปทำงานในสถานบริการต่างๆ เช่น คลับ เลาจน์ บาร์ ร้านค้า ร้านอาหาร ในพื้นที่เมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งจะมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดในหน้าที่ต่างๆของขบวนการ เช่น การจัดหาบัญชีธนาคารรับเงิน และเปิดบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อแปลงเงินจากการกระทำความผิดเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลและส่งต่อให้กลุ่มผู้รับผลประโยชน์ชาวมาเลเซีย
จากการประสานความร่วมมือระหว่างตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (CIB) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาเลเซีย Minister Counsellor(Police Liaison) Embassy of Malaysia, Bangkok อัครราชทูตที่ปรึกษา(ฝ่ายตำรวจ) สถานเอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทย โดย กก.3 บก.ปอศ. ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตามกลุ่มอาชญากร ที่ก่อเหตุทั้งในไทยและประเทศมาเลเซีย พบว่ากลุ่มอาชญากรดังกล่าว ฟอกเงินผ่านบัญชีม้านิติบุคคล ในรูปแบบเดียวกัน เป็นธุระจัดหาบัญชีธนาคาร รับเงินผ่านบัญชีของตนเองตลอดจนเปิดบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อนำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดมาเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล และส่งต่อไปยังผู้รับผลประโยชน์ที่เป็นชาวมาเลเซีย
โดยเฉพาะกรณีของ น.ส.ณิษฐ์รฐา ซึ่งเป็นเจ้าของบัญชีธนาคารและบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใช้เป็นเส้นทางการเงินจากผู้เสียหายและแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ก่อนจะผ่องถ่ายไปเป็นทรัพย์สินอื่นๆ และหลบหนีไปอาศัยอยู่ในเมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
สำนักงานตำรวจแห่งชาติมาเลเซียได้ประสานข้อมูลเชิงลึกให้ผู้ต้องหาสัญชาติไทยรายนี้เดินทางมามอบตัวแก่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เจ้าหน้าที่ได้สอบถามและยืนยันตัวตนเป็นบุคคลตามหมายจับจริง ก่อนควบคุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินการต่อไป การดำเนินการครั้งนี้แสดงถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของทั้ง 2 ประเทศในการต่อต้านกระบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการประสานงานที่มีประสิทธิภาพของหน่วยงานทั้ง 2 ประเทศ
สอบถามคำให้การ เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา อ้างว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลอกลวง แต่ยอมรับว่าเคยไปเปิดบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัล และบัญชีธนาคารให้สามีของตนที่เป็นชาวมาเลเซียจริง แต่ตนไม่ทราบว่าสามีจะนำไปใช้ทำอะไร จนกระทั่งมาถูกจับดังกล่าว จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปอศ. ดำเนินคดีต่อไป
-005
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี