อสส.ตั้ง“ รองอธ.อัยการสอบสวน นั่งหัวหน้าคณะทำงานสอบสวนคดี 7 ตร.บก.จร.ทำร้ายผิดตัวหนุ่มมาสด้าแดงขับรถแหกด่าน ตามพ.ร.บ.อุ้มหาย ประชุมร่วมดีเอสไอ 12 มีนาคมนี้
เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา นายโชคชัย สิทธิผล อธิบดีอัยการ สำนักงานสอบสวนได้มีหนังสือตอบกลับไปยังดีเอสไอ แจ้งรายชื่อพนักงานอัยการที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งตั้งคณะทำงานผู้เข้าตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ กรณีตำรวจ 7 นาย สังกัด กก.1 บก.จร. ร่วมกันก่อเหตุทำร้ายร่างกายนายธนานพ เกิดศรี ชายคนขับรถมาสด้าสีแดง ผิดคน จนได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม 67 บริเวณใกล้ด่านตรวจบริเวณซอยประเสริฐมนูกิจ 21 แขวงเสนานิคม เขตจตุจักร กทม.
ในส่วนคดีอาญาได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ ตร.ทั้ง 7 นายความผิดฐาน “เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ส่วนความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ (พ.ร.บ.อุ้มหาย) ได้มีหนังสือแจ้งพนักงานอัยการเพื่อทราบและพิจารณาข้อเท็จจริงว่าเป็นความผิดหรือไม่ เบื้องต้น ตำรวจทั้ง7 นาย ได้ถูกให้ออกราชการพร้อมตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายเเรง
สำหรับรายชื่อพนักงานอัยการที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะทำงานประกอบด้วย นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีสำนักงานการสอบสวน อัยการมือสอบสวนชื่อดัง เป็นหัวหน้าคณะทำงาน , น.ส.วณี เกษตรธรรม อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 5 เป็นรองหัวหน้าคณะทำงาน น.ส.ทักษอร สุวรรณสายะ ,น.ส.บุษยภา เมณฑกา , นายธีรัช ลิมปยารยะเเละมี น.ส.ศรัณย์ตา พงศ์หมายเกื้อ เจ้าพนักงานคดีชำนาญการพิเศษ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่ ดำเนินการตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวนในทันที เพื่อให้เป็นตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ฯ เเละระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯและแนวทางปฏิบัติว่าด้วยการดำเนินตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ โดยเคร่งครัด โดยคณะทำงานชุดนี้จะเข้าร่วมการประชุมกับดีเอสไอวันที่ 12 มีนาคมนี้ 2568 ที่ห้องประชุม 3 กรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ฯ ซึ่งถือว่าเป็นการจับกุมควบคุมตัวและมีการทำร้ายร่างกาย จึงไม่ต้องส่งสำนวนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เนื่องจาก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 31 บัญญัติไว้เพียงแค่แจ้งให้คณะกรรมการ ปปช.ทราบเท่านั้น เพราะเมื่ออัยการสูงสุดชี้ขาดให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นผู้รับผิดชอบแทนพนักงานสอบสวนจากบช.น.ก็เป็นอำนาจหน้าที่ อสส.มีคำสั่งชี้ขาดให้กรมสอบสวนคดีพิเศษมีอำนาจสอบสวนได้ แต่การสอบสวนดังกล่าวต้องมีอัยการเข้าไปตรวจสอบและกำกับการสอบสวนซึ่งเป็นไปตามกฎหมายดังกล่าว เมื่อพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นผู้รับผิดชอบแล้วถือว่าคดีนี้เป็นคดีพิเศษ เทียบเคียงกับคดีที่เกิดขึ้นคือคดีลุงเปี๊ยกที่ถูกตำรวจ สภ. อรัญประเทศจ.สระแก้วแจ้งข้อหาซ้อมทรมาน ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นผู้มีอำนาจสอบสวนและมีอัยการเข้ามาตรวจสอบกำกับการสอบสวน.
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี