รอบรั้วเมืองใต้ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับนี้ผู้เขียนขอเข้าร่ายข่าวสังคม ชมคนที่ควรชม ข่มคนที่ควรข่ม ตามวิสัยคนหนังสือพิมพ์อาชีพ ที่เห็นมาอย่างไร ก็เขียนไปอย่างนั้น
.....นับว่าเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ สำหรับการเกิดแผ่นดินไหวในประเทศเมียนมา ที่มาจากลอยเลื่อนสะกายศูนย์กลางแผ่นดินไหวที่เมืองมัณฑะเลย์ เห็นภาพเศร้าของความยับเยินของตัวเมือง และจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก นี่คือเรื่องของภัยธรรมชาติ และเป็นเรื่องเคราะห์ซ้ำกรรมซัด สำหรับประเทศเมียนมา ที่ในระยะเวลาหลายปีแถมมีการสู้รบ ระหว่างกองกำลังของรัฐบาลกับชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่สร้างความสูญเสีย ด้านเศรษฐกิจและสร้างความทุกข์ ความยากจน จากสงครามความขัดแย้ง เมื่อเมียนมาประสบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ ยิ่งเป็นการซ้ำเติมทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น ซึ่งหลายประเทศโดยเฉพาะมหาอำนาจ อย่างสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดี เป็นประเทศแรกๆ ที่ส่งความช่วยเหลือเข้าไป เพราะเมียนมาวันนี้ แผ่นดินส่วนหนึ่งไม่ต่างกับแผ่นดินจีนเพราะรัฐบาลจีน และกลุ่มทุนจีนเข้าไปลงทุนในด้านต่างๆ ในเมียนมาเป็นอันดับหนึ่ง ความเสียหายของเมียนมาจึงมีผลกระทบกับจีนโดยตรง ดังนั้น จีนจึงต้องเร่งช่วยเหลือและเร่งในการฟื้นฟูให้เมียนมาอย่างเร่งด่วน ติดตามด้วยสหรัฐอเมริกา ที่อนุมัติงบประมาณเพื่อช่วยเหลือทางการเงิน
.....สำหรับประเทศไทย ผลพวงจากแผ่นดินไหวในเมียนมาครั้งนี้ กลายเป็นพื้นที่ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงที่สุด แม้ว่าเขื่อนทุกเขื่อน จะไม่ได้รับผลกระทบ แต่กรุงเทพฯซึ่งเป็นศูนย์กลางของประเทศได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ภาพของตึกสูง และคอนโดมิเนียม ที่สั่นไหว และแตกร้าวยังไม่ได้สำรวจอย่างเป็นทางการว่ามีจำนวนมากน้อยเท่าไหร่ และมีอันตรายกับผู้ที่อยู่อาศัยหรือไม่ และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
....ที่เลวร้ายที่สุดคือการถล่มลงมาทั้งแท่ง อย่างอาคารสูงของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินที่สร้างใกล้เสร็จ ที่น่าเศร้าคือมีคนงานถูกฝังทั้งเป็น เสียชีวิต และบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก แน่นอนคนตายและคนเจ็บต้องได้รับการดูแล และเยียวยาจากหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะกระทรวงแรงงาน ที่พิพัฒน์รัชกิจประการ รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน สั่งการให้ทุกหน่วยของกระทรวงที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่และเกาะติดสถานการณ์ เพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที
.....แต่เรื่องที่ประชาชนทั้งประเทศ ต่างกังขา คือ ความล่าช้าของการแจ้งเตือนของการเกิดภัยพิบัติในครั้งนี้ ที่แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่ว่าจะเป็นกสทช. และกระทรวงที่รับผิดชอบ ที่วันนี้กลายเป็น จำเลยของสังคม และหลังจากนี้ไปคงต้องมีการสังคายนา เพื่อหาสาเหตุแห่งความไร้ประสิทธิภาพ และการไร้ทิศทาง แต่ได้รับงบประมาณไปแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย เรื่องนี้ต้องมีผู้รับผิดชอบ
.....และอีกเรื่องการถล่ม ของอาคารที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ที่ไม่สามารถรับแรงสั่นสะเทือนจากการเกิดแผ่นดินไหวในเมียนมา จนกลายเป็นเศษหินเศษปูน เศษเหล็ก ลงมากองกับพื้น ทั้งที่อาคารสูงเป็นจำนวนมากในกทม.ไม่ได้รับผลกระทบ เรื่องนี้ต้องมีสาเหตุ ต้องมีผู้รับผิด และต้องมีคนติดคุก โดยเฉพาะบริษัทผู้ก่อสร้าง ที่เป็นบริษัทร่วมค้าไทย-จีน ซึ่งต้องตรวจสอบว่าการสร้างสำนักงานของสตง. ผู้ดำเนินการ ผู้ควบคุมการก่อสร้างเป็นของจีนใช่หรือไม่ จึงเป็นเหตุให้ต้านแรงสั่นสะเทือน ที่เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะลักษณะของอาคารสูงที่ถล่มลงมาในครั้งนี้ เป็นแบบเดียวกับอาคารสูงในประเทศจีน ที่เห็นจากข่าวบ่อยครั้ง ที่ถล่มมาทั้งแท่ง เมื่อเกิดแผ่นดินไหวและอุทกภัยเกิดขึ้น นี่คือประเด็นสำคัญที่รัฐบาล ที่มีแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีต้องเร่งดำเนินการ ในการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง และน่าอับอาย สำหรับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือสตง. ที่มีหน้าที่ ตรวจหน่วยงานราชการ ทั้งประเทศเพื่อหาความผิด ในเรื่องของการทุจริต แต่ไม่มีการตรวจสอบ หน่วยงานของตนเอง จนทำให้ที่ทำการแห่งใหม่ถล่มทลาย กลายเป็นกองขยะมหึมา
....นี่ยังโชคดี ที่ยังสร้างไม่เสร็จ ถ้าสมมุติว่าสร้างเสร็จ และมีการเปิดใช้ มีเจ้าหน้าที่หรือพนักงานอยู่ในอาคาร และเกิดแผ่นดินไหว ทำให้อาคารสูแห่งนี้ถล่มลงมา คงกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของประเทศ ดังนั้นจึงโชคดี ที่อาคารสูง 30 ชั้นของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีการถล่ม เสียก่อนการเปิดใช้งาน และในอนาคต เรื่องของภัยธรรมชาติเรื่องของภัยพิบัติ จากกรณีแผ่นดินไหว อาจจะมีความรุนแรง และถี่ขึ้น เพราะประเทศไทยอยู่ท่ามกลางรอยเลื่อนที่อาจจะเกิดแผ่นดินไหวเป็นจำนวนไม่น้อย เรื่องนี้รัฐบาลจะมีมาตรการ ในการรับมืออย่างไร การถล่มของอาคารสูง 30 ชั้นของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. คือบทเรียนที่สำคัญ และต้องป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต ต่อการสร้างอาคารสูง ต้องมีการตรวจสอบให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพราะที่ผ่านมาทุกรัฐบาล ไร้มาตรการในการควบคุม และการตรวจสอบ ไม่ต้องไปดูที่ไหนเอาการก่อสร้างที่ถนนพระราม 2 เป็นตัวอย่าง ก็เห็นได้ชัด...นี่ก็ร้องกันมาถึงเรื่องรถบรรทุกปลาเน่าไปส่งโรงงานผลิตอาหารสัตว์ใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา แน่นอนรถบรรทุกปลาเน่าต้องมีกลิ่นที่เหม็นเน่า เวลารถคันนี้ขับผ่านที่ไหน กลิ่นเหม็นเน่าก็จะโชยเข้าไปในรถทุกๆ คันที่จอดข้างๆ และที่สำคัญรถคันนี้ขับผ่านที่ไหนกลิ่นเหม็นเน่าก็จะส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วใครดมเข้าไปก็ต้องรีบปิดจมูก เพราะกลิ่นเหม็นเน่า ที่ส่งกลิ่นมาจากรถปลาเน่า ทำไม เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่รับผิดชอบ ถึงไม่ให้รถบรรทุกปลาเน่าใช้รถตู้ทึบขนปลาเน่าไปส่งโรงงาน จะทำให้กลิ่นเหม็นลดน้อยลงก็ฝากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบด้วยครับ..
ปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี