สรรพากรยื่นDSIเอาผิดอาญา
ฟัน‘ซินเคอหยวน’
ใช้ใบกำกับภาษีปลอม200ล้าน
ลุยค้นหาผู้ติดใต้ซากตึกสตง.
ไม่สิ้นหวังหลังพบสัญญาณชีพ
กก.คดีพิเศษถกปมนอมินี4เม.ย.
ปฏิบัติการค้นหาผู้ติดค้างในซากอาคาร สตง.เดินหน้าต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ไม่พัก โดยทีมกู้ภัยทั้งไทย-นานาชาติสลับกันสำรวจรื้อซากอาคารที่เกิดเหตุหาผู้ติดค้างหลังได้พบสัญญาณชีพและได้ยินเสียงร้องแผ่วเบาขอความช่วยเหลือ ด้านนายกฯเรียกถกความคืบหน้าเหตุอาคารสตง.ถล่ม 7 เมย. ขอข้อมูลให้ชัวร์ก่อน ย้ำปมเหล็กค่อนข้างชัด ด้านรมว.พาณิชย์ เปิดข้อมูล2บริษัทเอี่ยวอาคาร สตง.ถล่ม พบเครือข่ายกว่า37บริษัท เตรียมประสานกรมบัญชีกลางลุยสอบ 26โครงการ ขณะที่โฆษกดีเอสไอเผยจนท.สรรพากร ร้องทุกข์”บ.ซินเคอหยวน” ออกเอกสารปลอมโกงภาษี ปี2558-2560 มูลค่าเสียหาย 200 ล้าน แต่ถ้ารวมเบี้ยปรับอาจสูง 1,000ล้านบาท ส่วน3ผู้ถือหุ้นชาวไทย ‘บ.ไชน่า เรลเวย์ฯ’ มีพฤติการณ์เป็นนอมินีแทนคนต่างด้าว ส่อผิดกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ม.36-ม.8-ม.9
เมื่อวันที่ 3 เมษายน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ถึงผลการสอบสวนหาสาเหตุอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)แห่งใหม่ถล่มหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวผ่านไป 1 สัปดาห์ นอกจากเรื่องเหล็กไม่ได้มาตรฐาน มีรายงานความคืบหน้าอื่นเข้ามาหรือไม่ว่า เตรียมนัดประชุมวันที่ 7 เมษายน เนื่องจากจะมีการรายงานเรื่องรายละเอียดเพิ่มเติม ขอให้แน่นอนกว่านี้ก่อน หากพูดไปก่อน อาจมีผลกระทบ แต่ยืนยันว่ามีการรายงานความคืบหน้ามาต่อเนื่อง ซึ่งเรื่องเหล็กก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ค่อนข้างชัดเจน
ที่กระทรวงพาณิชย์ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงหลังประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ครั้งที่ 4 (2/2568) ตอนหนึ่งเกี่ยวกับ2 นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อาคารสตง.แห่งใหม่ ซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้างพังถล่มลงมา ได้แก่ บริษัท ไชน่า เรลเวย์นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัดและ บริษัท ซินเคอ หยวน สตีล จำกัด โดยพบว่าทั้งสองบริษัทมีชาวจีนร่วมถือหุ้นในสัดส่วน 49%และ80%ตามลำดับ เบื้องต้นมีมูลฐานความผิดตามกฎหมายไทยหลายฉบับ หนึ่งในนั้นคือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุด กรมพัฒนาธุรกิจการค้านำส่งเอกสารรายละเอียดข้อมูลทางทะเบียนของทั้งสองบริษัทให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พิจารณาหลังรับเรื่องดังกล่าวไว้เป็นคดีพิเศษแล้ว
นายพิชัยกล่าวต่อว่า การก่อสร้างตึกสตง. โดยกิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไชน่า เรลเวย์นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ทั้งนี้ มีรายงานว่าผู้เชี่ยวชาญที่ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างวัสดุก่อสร้างจากที่เกิดเหตุ พบว่าวัสดุบางส่วนเป็นของบริษัท ซินเคอ หยวน สตีล จำกัด ทำให้เกิดข้อสงสัยว่านิติบุคคลทั้งสองรายนี้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
“เรื่องนี้นายกฯกำชับให้ดำเนินการถึงที่สุด การเร่งประชุมครั้งนี้เกิดจากเหตุแผ่นดินไหวและอาคาร สตง. ถล่มลงมา นำไปสู่การตรวจสอบอย่างละเอียด พบว่า บริษัท ไชน่า เรลเวย์นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด เชื่อมโยงกับอีก 13 บริษัท และบริษัท ซินเคอ หยวน สตีล จำกัด เกี่ยวข้องกับอีก 24 บริษัท รวมเป็น 37 บริษัท ข้อมูลทั้งหมดส่งให้ DSI ดำเนินการต่อแล้ว ส่วนกรมบัญชีกลาง จะเข้าตรวจสอบการรับงานของ 26 โครงการที่มีปัญหา บางส่วนมีการทิ้งงาน ถ้าพบความผิดปกติอาจพิจารณาขึ้นบัญชีดำบริษัทที่เกี่ยวข้อง”นายพิชัยกล่าว
ขณะที่นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมช.พาณิชย์เผยว่า หลังดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษแล้ว ทุกหน่วยงานต้องนำข้อมูลทั้งหมดให้ดีเอสไปไปตรวจสอบ โดยดำเนินการดังนี้ 1.กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตรวจสอบบริษัท ไชน่า เรลเวย์นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด รวมถึงเครือข่าย 13 บริษัท พร้อมป้อนข้อมูลให้ดีเอสไอ 2.สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินของบริษัท ผู้ถือหุ้นและผู้เกี่ยวข้อง 3.กรมสรรพากร ตรวจสอบการเสียภาษีของบริษัทและผู้ถือหุ้นทั้งหมด 4.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ตรวจสอบคุณภาพเหล็กและอุปกรณ์ที่ใช้ก่อสร้าง 5.กรมการจัดหางาน ตรวจสอบใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าว 6.กรมโรงงานอุตสาหกรรม ตรวจสอบโรงงานผลิตเหล็ก 7.กรมที่ดิน ตรวจสอบการถือครองที่ดินของคนไทยและต่างชาติ 8.กรมบัญชีกลาง ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้าง
รมช.พาณิชย์กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน จะตรวจสอบ 14 บริษัทในเครือข่ายว่ารับงานที่ใดบ้าง ข้อมูลล่าสุดพบว่ามี 26 โครงการที่เกี่ยวข้อง และอาจมีเพิ่มเติม ซึ่งได้เสนอให้ดีเอสไอ กระทรวงมหาดไทย กรมโยธาธิการ และกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าตรวจสอบเชิงลึกว่ามีการใช้คนไทยเป็นนอมินีอีกหรือไม่ และโยงถึงใคร ข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งให้ดีเอสไอดำเนินการอย่างเร่งด่วน
นายนภินทรกล่าวอีกว่า การตรวจสอบคนไทยที่เข้าข่ายเป็นนอมินีหรือไม่นั้น เบื้องต้น ถ้าบริษัทต่างชาติมีคนไทย ถือหุ้นเกินกว่า 50% ต้องตรวจสอบว่า บุคคลนั้นมีฐานวงเงินจริงหรือไม่ และมีความสัมพันธ์รู้จักกับหุ้นส่วนต่างชาติผู้นั้นมากน้อยแค่ไหน บุคคลนั้นชำนาญด้านธุรกิจประเภทเหล่านั้นจริงหรือไม่ สำหรับโทษตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หากพบมีการทำผิดคือ
1.กรณีคนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติหรือนอมินีมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2.กรณีคนต่างด้าวดำเนินธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุก ไม่เกิน 3 ปี หรือปรับ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 3.กรณีคนต่างด้าวประกอบธุรกิจต้องห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลสามารถสั่งให้เลิกกิจการ หรือเพิกถอนการถือหุ้นได้
สำหรับเปิดข้อมูล 2 บริษัทที่ถูกตรวจสอบพบว่า 1.บริษัท ไชน่า เรลเวย์นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด จดทะเบียนเมื่อ 10 สิงหาคม 2561 ทุนจดทะเบียน 100ล้านบาทสัดส่วนหุ้น: ไทย 51% / จีน 49%ผลประกอบการปี 2566: ขาดทุนสะสม 208,489,056.67บาท 2.บริษัท ซินเคอ หยวน สตีล จำกัด จดทะเบียนเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2554 ทุนจดทะเบียน 1.53 พันล้านบาท สัดส่วนหุ้น: ไทย 20% /จีน80% ซึ่งขณะนี้ ทั้งสองบริษัท ถูกตรวจสอบความเชื่อมโยงกับนิติบุคคลอื่นๆ อีก 37 บริษัท โดย DSI เดินหน้าสืบสวนเพิ่มเติม
ส่วนความคืบหน้าของดีเอสไอ พ.ต.ต.วรณันศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกดีเอสไอเผยความคืบหน้าการลงพื้นที่รวบรวมพยานหลักฐานในคดีดังกล่าวว่า เมื่อวันที่ 2 เมษายนร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีดีเอสไอลงพื้นที่อาคารสำนักงานของบริษัทไชน่าฯ พร้อมเจ้าหน้าที่สรรพากร โดยเราเน้นตรวจสอบพยานหลักฐานเอกสาร ทั้งหนังสือสัญญากิจการร่วมค้าและข้อมูลนิติบุคคล และบุคคลที่เกี่ยวข้อง เป็นที่มาของการสอบสวนคดีนอมินี โดยดีเอสไอยังไม่ได้ลงพื้นที่ไปยังจุดอาคารสตง.
พ.ต.ต.วรณันกล่าวถึงกรณีมี 3 คนไทยไปเป็นกรรมการผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทไชน่าฯว่า เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเร่งตรวจสอบข้อมูลของทั้ง 3 รายแล้ว เพราะพยานหลักฐานที่ปรากฏอยู่ตอนนี้ พบสถานะทั้งหมดไม่ได้สอดคล้องกับการถือหุ้นในธุรกิจขนาดใหญ่ และไม่ได้มีที่เดียว ยังมีอีกหลายที่ ดีเอสไอต้องลงลึกรายละเอียดสอบสวนให้ข้อเท็จจริงปรากฏ ถ้ามีหลักฐานเพียงพอก็ต้องแจ้งข้อกล่าวหาตามความผิดพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 36 ระบุว่า ผู้มีสัญชาติไทยหรือนิติบุคคลที่มิใช่คนต่างด้าวตามพ.ร.บ.นี้ให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนหรือร่วมประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว อันเป็นธุรกิจที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพ.ร.บ.นี้ โดยคนต่างด้าวนั้นมิได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจดังกล่าว หรือร่วมประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวโดยแสดงออกว่าเป็นธุรกิจของตนแต่ผู้เดียว หรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าวในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด หรือนิติบุคคลใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพ.ร.บ.นี้ รวมทั้งคนต่างด้าวซึ่งยินยอมให้ผู้มีสัญชาติไทยหรือนิติบุคคลที่มีใช่คนต่างด้าวตามพ.ร.บ.นี้กระทำการดังกล่าว ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 บาท - 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งอาจมีความผิดตามมาตรา 8 มาตรา 9 ด้วย เพราะการก่อสร้างเป็นธุรกิจประเภท 3 ที่ห้ามต่างชาติประกอบธุรกิจ จากนั้นทั้งหมดจะเข้ากระบวนการชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อที่พนักงานสอบสวนจะได้รู้ได้ว่าทั้ง 3 ชาวไทยนี้เข้าถือหุ้นแทนใครกันแน่
พ.ต.ต.วรณันกล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องเหล็กของบริษัทซินเคอหยวน สตีล จำกัด ทราบว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ซึ่งจะส่งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอไปประสานข้อมูลกับ สมอ. ต่อไป
ขณะที่ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีดีเอสไอ และในฐานะโฆษกดีเอสไอกล่าวว่า วันนี้เเจ้าหน้าที่สรรพากร เดินทางมาร้องทุกข์กล่าวโทษบริษัท ซินเคอ หยวน สตีล จำกัด (XinKe Yuan Co., Ltd.)กรณีมีพฤติการณ์ออกเอกสารใบกำกับภาษีปลอม ตั้งแต่ปี 2558-2560 มูลค่าความเสียหายกว่า200 ล้านบาท แต่ถ้ารวมค่าเบี้ยปรับอาจสูงถึง 1,000 ล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อดีเอสไอเริ่มสอบสวน ต้องมีการพิจารณาพยานหลักฐานเพื่อออกหมายเรียกพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับบริษัท ซินเคอ หยวน สตีล จำกัด มาสอบปากคำ อย่างไรก็ตาม อาจรวมรายละเอียดทางคดีนี้เข้าไว้ในเลขคดีพิเศษ 32/2568 คดีนอมินีก็ได้ หรืออาจแยกเป็นอีกคดีพิเศษก็ได้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของอธิบดีดีเอสไอ และพยานหลักฐานด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า วันที่ 4 เมษายน เวลา 09.00 น. คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 32/2568 หรือคดีนอมินี บริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯทั้งคณะ จะประชุมครั้งที่ 1เพื่อวางแนวทางสอบสวนต่อไป
ความคืบหน้าปฎิบัติการค้นหาผู้ติดค้างในซากอาคารสตง.ที่พังถล่มลงมา ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยของไทย และนานาชาติ เร่งรื้อถอนแผ่นซีเมนต์ขนาดใหญ่ของโซนบี หลังเจ้าหน้าที่ได้ยินเสียงสัญญาณ ร้องขอความช่วยเหลือจากผู้ติดค้างในซากอาคาร แม้จะผ่านมา 7 วันแล้ว เวลา 09.00 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงความคืบหน้าหลังพบสัญญาณชีพของผู้สูญหายในซากตึก สตง. บริเวณโพรงบันไดหนีไฟโซนบีต่อเนื่องโซนซี ช่วงกลางดึกที่ผ่านมาว่าเวลา 22.00 น. ทีมค้นหาที่เข้าไปในโพรงบริเวณ โซน B พบสัญญาณเสียงตอบกลับเบาๆ เข้าใจว่าเป็นเสียงผู้หญิง ได้นำเครื่องมาสแกนพบร่องรอยร่างกาย และใช้เครื่องโซนาร์จับสัญญาณเสียงมีการเคาะกลับมา คาดมีผู้รอดชีวิต ซึ่งตรงกับผู้เชี่ยวชาญบอกเป็นบริเวณทางหนีไฟ จึงเริ่มปฏิบัติการช่วยชีวิตโดยมีความหวังเล็กๆถ้ามีผู้รอดชีวิตอยู่ต้องนำคนนี้ออกมาก่อน อุปสรรคคือมีแผ่นคอนกรีตหนา 3 แผ่น ต้องตัดแผ่นใช้เครนยกออกทั้งคืน เวลา 6โมงเช้าขนออกได้หมด 3 แผ่นหนัก 60 ตัน จากนั้นใช้มือขุดลงไปความลึกประมาณ 3 เมตร ซึ่งทีมกู้ภัยอาสาและทีมนานาชาติร่วมมือทำงานตลอดทั้งคืน อย่างไรก็ตาม ช่วงสายวันเดียวกัน ต้องหยุดเครื่องมือหนักเพราะจะมีความสั่นไหวจะทำให้เกิดอันตรายกับผู้ที่ทำงานอยู่ และเสียงดังทำให้เราไม่ได้ยินเสียงเรียกจากผู้รอดชีวิต จึงเป็นเหตุผลที่เราหยุดเครื่องมือหนักไปถึงช่วงบ่าย เพื่อโฟกัสเรื่องช่วยชีวิตจุดที่มีสัญญาณชีพนี้ก่อน ผู้ว่าฯกทม.กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังพบโพรงอีกบริเวณหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโซน B โดยจุดดังกล่าวได้รับการยืนยันจากเสียงเห่าของสุนัข K-9 3 ตัว แต่โพรงดังกล่าวมีขนาดเล็กมาก เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปได้ จึงต้องใช้กล้องส่องเข้าไปแต่ยังไม่พบอะไร สันนิษฐานว่าโพรงดังกล่าวอาจจะเชื่อมกับจุดที่เจ้าหน้าที่ค้นหาผู้รอดชีวิต
“อย่าคาดหวังมาก แต่เราก็ไม่หมดหวัง เป็นสัญญาณที่ยังไม่ชัดเจน แต่เราก็พยายามทำมาทั้งคืน เราทุกคนเดินหน้าเต็มที่ การเข้าพื้นที่เจาะโพรงยังดำเนินต่อไป”ผู้ว่าฯชัชชาติ กล่าว
ขณะที่วันเดียวกันนี้ยังคงมีญาติผู้สูญหายเข้ามาติดตามอย่างต่อเนื่อง บางส่วนมาพักที่เต็นท์พักคอย ที่กัน จอมพลังจัดไว้ หลังถูกมิจฉาชีพบุกรุกเข้ามา ทำให้วันนี้การจัดการเข้มงวดมากขึ้น โดยผู้มาติดต่อต้องมีเอกสารว่าไปแจ้งว่าเป็นญาติผู้สูญหายที่กองอำนวยการร่วมมาก่อน ปัจจุบันมีญาติมาพักคอยอยู่ 57 คน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี