"รองนายกฯอนุทิน"เป็นปธ.เปิดงานเสวนาวิชาการบทบาทวิชาชีพ กับการคุ้มครองผู้บริโภค ยันวิชาชีพต่างๆเหมือน"เปาบุ้นจิ้น"สามารถแก้ไขปัญหาในสังคมได้ ด้าน"นายกสภานายฯ"ชี้ผู้บริโภคเป็นกลุ่มใหญ่ในสังคมโลก ที่ต้องได้รับการคุ้มครองดูแล
เมื่อที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 ที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ถ.พหลโยธิน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้เดินทางมาเป็นประธานเปิดงานเสวนาวิชาการ "บทบาทสภาวิชาชีพกับการคุ้มครองผู้บริโภค" จัดโดย สมาพันธ์สภาวิชาชีพแห่งประเทศไทย โดยมีผู้แทนสภาวิชาชีพจากหลากหลายองค์กร ได้แก่ สภาทนายความ แพทยสภา สภาการพยาบาล สภาเภสัชกรรม สภาเทคนิคการแพทย์ สภากายภาพบำบัด ทันตแพทยสภา สัตวแพทยสภา สภาวิชาการบัญชี สภาวิศวกร สภาสถาปนิก และสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์เข้าร่วมฟังการเสวนาอย่างคับคั่ง
นายอนุทิน กล่าวเปิดงานจอนหนึ่งว่า ตนได้รับเชิญเป็นนายกพิเศษสภาวิศวกร และสภาสถาปนิก จึงรู้สึกยินดีที่สมาพันธ์วิชาชีพฯ มีการจัดงานขึ้นมา เนื่องจากผู้บริโภคมีความสำคัญ ที่จะต้องได้รับการคุ้มครอง ขณะที่วิชาชีพก็มีคุณค่า มีความรู้ความชำนาญ มีความสำคัญ ทุกฝ่ายสามารถอ้างอิงได้ และช่วยจัดการปัญหาความขัดแย้งต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งจากภาครัฐ หรือเอกชนให้ยุติได้ จนส่งผลทำให้สังคมเกิดความสงบ จึงเปรียบเหมือน "เปาบุ้นจิ้น" ที่ประชาขนผู้เดือดร้อนมาพึ่งพา แต่ท่านจะต้องให้ความเป็นธรรม ซึ่งตนเองในฐานะเป็นตัวแทนภาครัฐพร้อมที่ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ
นายอนุทิน กล่าวต่ออีกว่า สมัยที่ตนเองดูแลกระทรวงสาธารณสุข เมื่อมีประเด็นว่าประชาชนควรจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 หรือไม่ นอกจากภาครัฐแล้วก็ได้ทางแพทยสภามาช่วยแก้ไขปัญหาและรณรงค์ให้ประชาชนเข้ารับการฉัดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ซึ่งประชาชนก็เชื่อและปฏิบัติตาม จนกระทั่งคนไทยเราผ่านปัญหาดังกล่าวมาได้
ด้าน ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความ กล่าวว่า ตนถือว่าผู้บริโภคเป็นเรื่องใหญ่ในสังคมโลก ดังนั้นในฐานะที่สภาทนายความเป็นส่วนหนึ่งที่จัดงานเสวนาในครั้งนี้ เรามีการตกลงกันว่าเรื่องใดที่จะเหมาะสมที่จะจัดการเสวนาในวันนี้ และการเสวนาครั้งนี้ยังถือเป็นครั้งแรกของสภาวิชาชีพในนามสมาพันธ์สภาวิชาชีพแห่งประเทศไทย ในวันนี้เรายังต้องการให้นายกของสภาวิชาชีพทั้ง 12 แห่งมีโอกาสขึ้นมาพูดเพื่อให้ประชาชนรู้ว่าในแต่ละสภาวิชาชีพมีบริบทในสังคมเป็นอย่างไร
ในส่วนของสภาทนายความซึ่งเป็นหนึ่งในสภาวิชาชีพทั้ง 12 แห่ง ถูกจัดตั้งขึ้นในปี 2528 โดยก่อนหน้านี้ทนายความอยู่ภายใต้สังกัดการดูแลของศาลอุทธรณ์ เนติบัณฑิตยสภา จนช่วงหนึ่งมีกลุ่มทนายความอาวุโส ศ. มารุต บุนนาค ที่รวบรวมสมาชิกที่ประกอบวิชาชีพทนายความ ในการต่อสู้เพื่อยกระดับร่างกฎหมายในการนำมาปกครองกันเอง และมีการตั้งสมาคมทนายความแห่งประเทศในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2500 หลังจากนั้นมีการขับเคลื่อนกันต่อมาเรื่อยๆ จนได้มาซึ่ง พ.ร.บ.ทนายความ 2528 สาระสำคัญอยู่ในมาตรา 7 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ 5 ข้อ และใน 4 ข้อแรก เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการจัดสวัสดิการการผดุงเกียรติและศักดิ์ศรีของการประกอบวิชาชีทนายความและควบคุมมรรยาททนายความ ส่วนอีก 1 ข้อจะเป็นเรื่องการแนะนำการเผยแพร่ ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแก่ทนายความและประชาชน ในการทำหน้าที่ทนายความนั้นเราสามารถแยกจากใบประกอบวิชาชีพของทนายความได้ 2 ประเภท คือ กลุ่มทนายความที่มีอายุของใบประกอบวิชาชีพ 2 ปี ซึ่งเมื่อใบอนุญาตครบอายุ ทนายความจะต้องเข้ามาต่อใบอนุญาต และกลุ่มที่มีใบอนุญาตทนายความตลอดชีพ แต่ทนายความกลุ่มนี้ก็ยังต้องเข้ามาต่อใบประกอบวิชาชีพทุกๆ 6 ปี เพื่อให้รู้ว่าบุคคลดังกล่าวเป็นทนายความจริงๆ ที่มีตัวตนชัดเจนไม่ใช่ผู้อื่นมาแอบอ้าง ส่วนคณะกรรมการสภาทนายความก็ยังมีอยู่ 2 คณะ คือคณะบริหารสภาทนายความจำนวน 25 คน และ 23 คนมาจากการเลือกตั้งโดยทนายความทั่วประเทศ มีวาระในการดำรงตำแหน่ง 3 ปี และอีก 2 คนเป็นผู้แทนจากกระทรวงยุติธรรมและเนติบัณฑิตยสภา
นอกจากนี้ ยังมีส่วนของคณะกรรมการมรรยาททนายความ ประกอบด้วย ประธานกรรมการมรรยาท รองประธานกรรมการมรรยาท โดยนายกสภาทนายความเป็นผู้แต่งตั้ง มีวาระดำรงงตำแหน่ง 3 ปี และไม่สามารถดำรงตำแหน่งได้เกิน 2 สมัย ในบริบทของส่วนนี้มีหน้าที่หลักคือการควบคุมดำเนินการพิจารณาคดีมรรยาท และจัดตั้งการเลือกตั้งนายกและกรรมการสภาทนายความ และจากการที่สภาทนายความไม่ใข่หน่วยงานของภาครัฐแต่เป็นภาคเอกชนที่ทำหน้าที่ร่วมกับภาครัฐ คดีมรรยาททั้งหมดเบื้องต้นจึงเป็นอำนาจของประธานกรรมการมรรยาททั้งหมด และกระบวนการสอบสวนทั้งหมดคณะกรรมการบริหารของสภาทนายความไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องอีกด้วย จึงเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการมรรยาททั้งหมด หลังจากที่คณะกรรมการมรรยาทพิจารณาแล้วเสร็จจึงเป็หน้าที่ของสภาทนายความเข้าไปดูในส่วนนั้นต่อไป
นายวิเชียร กล่าวอีกว่า ในบริบทส่วนของวิชาชีพทนายความ เนื่องจากเป็นอาชีพอิสระ จะมีทนายความบางส่วนไม่ว่าความ แต่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาร่างนิติกรรมต่าง ๆ และอีกส่วนไม่ถนัดในการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับร่างนิติกรรมต่างๆ แต่ถนัดในส่วนของการว่าความ และอีกกลุ่มที่สามารถทำได้ทั้ง 2 อย่าง เรายังมีกลุ่มทนายความอาสาที่มีความต้องการที่จะเข้ามาเป็นทนายความอาสาจะต้องมาขึ้นทะเบียนกับสภาทนายความและจะดูแลกลุ่มทนายความอาสาด้วย เมื่อมีประชาชนเข้ามาขอใช้บริการด้านกฎหมาย การให้คำปรึกษาทางสภาทนายความก็จะส่งทนายอาสาเข้าไปให้คำปรึกษาเช่นกันแบบไม่มีวันหยุด
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี