‘บอร์ดDSI’ยังไม่เคาะรับเป็นคดีพิเศษ
เลื่อนลงมติฮั้วสว.
อ้างต้องเชิญกกต.มาชี้แจง
นัดโหวตอีกครั้ง6มีนาคม
‘ทวี’ห่วงพยานไม่ปลอดภัย
พบโยงองค์กรอาชญากรรม
คณะกรรมการคดีพิเศษ เลื่อนลงมติเชือด สว.สีเทา ข้อหาอั้งยี่-ซ่องโจร ปมฮั้วเลือกตั้งสว.นัดประชุมอีกครั้ง 6 มีนาคมนี้อ้างต้องรอ กกต.มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับดีเอสไอ“ทวี”กังวลความปลอดภัยพยาน เพราะฮั้วเลือกสว.เกี่ยวข้ององค์กรอาชญากรรม ฝ่าย“บิ๊กอ้วน”ยันไม่เกี่ยวการเมือง
เวลา 13.40 น. วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 ณ ห้องประชุม ชั้น 10 กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ มีการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ครั้งที่ 2/2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะกำกับหน่วยงานด้านความมั่นคง เป็นประธานกรรมการ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม รองประธานกรรมการ และกรรมการโดยตำแหน่งอีก 10คน
พิจารณาตามข้อเท็จจริง
นายภูมิธรรม กล่าวในช่วงต้นการประชุมระบุว่า กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)เสนอให้รับคดีฮั้วเลือกสว.เป็นคดีพิเศษว่าขอให้กรรมการทุกคนพิจารณาตามข้อเท็จจริง ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง หากมีข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์ให้เห็นว่ามีปัญหา เราก็จะนำเข้าสู่กระบวนการรับเป็นคดีพิเศษเพื่อดำเนินการต่อไป หากไม่ใช่ ไม่ชัดก็จะพิจารณาไปตามเนื้อผ้า ยืนยันว่าตนเองไม่มีปัญหาหรือข้อขัดข้อง แต่เรื่องนี้มีผลกระทบต่อสถาบันหลักของประเทศจึงน่าเป็นห่วง และในทางปฏิบัติหากชัดเจนว่าไม่มีอะไรก็ต้องว่าไปตามนั้น ไม่อยากให้ใช้อารมณ์ความรู้สึกมาเป็นตัวกำหนด หรือตัวตัดสิน พิจารณาไปตามเนื้อผ้า เพราะเราต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยเหตุผลที่ยอมให้บรรจุเป็นวาระในการพิจารณาครั้งนี้ เพราะเป็นเรื่องที่มีพยานหลักฐาน จึงต้องแสดงให้ทุกคนที่เป็นกรรมการได้รู้ หากเห็นเป็นที่ประจักษ์ชัดก็จะพิจารณาไปตามความเหมาะสม
เลื่อนวาระฮั่วสว.พิจารณาก่อน
นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า ดังนั้น การประชุมในวันนี้จึงขอเปิดโอกาสให้ทุกคนได้พูดเต็มที่ และออกความเห็นให้เต็มที่ เพื่อให้ที่ประชุมเห็นความชัดเจนและดำเนินการต่อไป ตนเชื่อมั่นในเกียรติยศและศักดิ์ศรีของกรรมการทุกคน อยากให้พิจารณาในกระบวนการที่เที่ยงธรรมและถูกต้องตามหลักกฏหมายและข้อเท็จจริง โดยจะขอให้นำวาระคดีการเลือก สว. มาพิจารณาเป็นวาระแรก
ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการ แจ้งว่ามีกรรมการมาประชุมทั้งหมด 19 คน จาก 22 คน โดยขาดกรรมการโดยตำแหน่ง 1 คน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 2 คน
องค์ประชุมเหลือแค่19ราย
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ไม่ได้เดินทางเข้าร่วมประชุม แต่ได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม เป็นผู้แทน แต่ปรากฏว่า พล.ต.ท.สมประสงค์ ไม่ได้เดินทางมาร่วมประชุม จึงทำให้ขาดกรรมการโดยตำแหน่ง ขณะที่ในส่วนของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ อย่าง พล.ต.อ.สุทิน ทรัพย์พ่วง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสอบสวนคดีอาญา และ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ได้ขาดการประชุม โดยมีการให้เหตุผลขาดประชุมว่า มีอาการเจ็บป่วยต้องเข้าแอดมิตโรงพยาบาลและติดภารกิจ ซึ่งรายงานระบุว่าตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะด้านไม่ควรขาดการประชุม เป็นเหตุให้ในวันนี้บอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) จากเดิมที่จะต้องเข้าประชุมทั้งหมด 22 ราย เหลือเพียง 19 ราย
ยันไม่ได้หนักใจ
ก่อนหน้านี้ในช่วงเช้าที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและรมว.กลาโหม ยืนยันว่าไม่ได้หนักใจกับการประชุมดังกล่าว เพราะถือว่าทำหน้าที่ และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งมาให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พิจารณาไม่ใช่อยู่ดีๆ ดีเอสไอไปขุดเรื่องนี้มา ซึ่งหน้าที่ของดีเอสไอ คือ ต้องพิสูจน์ทราบว่ามีแนวโน้มอย่างไร และจากที่ตนได้รับรายงานก็พบว่ามีข้อมูลที่น่าจะถูกทราบได้ว่ามีปัญหา
นายภูมิธรรม กล่าวว่า มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากเพราะเกี่ยวกับสถาบันนิติบัญญัติแห่งชาติ และหากเป็นความจริงจะเสียหายต่อ สถาบันหลักของชาติอย่างมาก ดังนั้นตนจึงบอกไปว่า อย่าใช้ อารมณ์หรือความรู้สึกในการกลั่นแกล้งทางการเมือง ต้องมีข้อเท็จจริงรองรับ และมีข้อกฎหมาย อนุญาตให้ทำจึงจะสามารถดำเนินการได้ ตอนที่ส่งเรื่องมาตนก็ตกใจ เพราะข้อกฎหมายพูดถึงเรื่องอั้งยี่ช่องโจร ตนก็ถามไปว่ารุนแรงไปหรือไม่ แต่เขาบอกว่าเป็นคำพูดทางกฎหมายที่มีมานานแล้ว และเรื่องดังกล่าวเข้าข้อนี้ก็ต้องว่าไปตามนั้น ต้องเอาข้อเท็จจริงให้คณะกรรมการดูอย่างชัดเจน หากชัดเจนดีเอสไอคงต้องทำตามหน้าที่ โดยจะต้องใช้มติของคณะกรรมการ 2ใน 3 คือ15 เสียง
เมื่อถามว่า คาดว่าการประชุมครั้งนี้จะจบเลยหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนยังไม่ชัดขอดูข้อเท็จจริง ถ้าชัดก็เดินหน้าเลย แต่หากยังมีอะไรขาดตกบกพร่องก็ต้องเพิ่มเติม อยู่ที่ดุลพินิจของแต่ละคน
เมื่อถามถึงกรณีที่สว.ตั้งแท่นจะฟ้องกลับ ทำให้หวั่นไหวหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ได้หวั่นไหวอะไร เราทำตามหน้าที่ถ้าฟ้องก็ต้องฟ้องกกต.เพราะเป็นคนยื่นเรื่องมาให้ ดังนั้นต้องใช้ดุลพินิจทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง ไม่เอาความชอบหรือความเกลียดการเมืองทั้งหมดเข้ามาใส่ในการตัดสินใจ
สุดท้ายอยู่ที่ศาลจะตัดสิน
เมื่อถามว่า หากรับเป็นคดีพิเศษขั้นตอนหลังจากดีเอสไอต้องไปที่ศาลใด นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ว่าดีเอสไอตัดสินใจอย่างไรก็ไม่จบ ต้องยื่นศาลเป็นดุลพินิจสุดท้าย และอยู่ที่อัยการด้วย ส่วนจะส่งเรื่องให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือศาลอาญาปกติ ก็แล้วแต่ประเด็นข้อกฎหมาย เมื่อถามว่าสังคมมองเรื่องนี้มองว่าเป็นเรื่องการเมือง นายภูมิธรรมกล่าวว่า สังคมให้ความสนใจและรู้สึกว่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่ตนไม่แน่ใจว่าเขารู้สึกเป็นเรื่องการเมืองหรือไม่ ดังนั้น ตนจึงกำชับว่าต้องเอาตามข้อเท็จจริง ตามข้อกฏหมาย ทำหน้าที่โดยไม่ต้องคิดว่าเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ใครทำผิดจริงก็ต้องรับผิดชอบ เราไม่ได้พิจารณาว่าสว.เป็นคนของพรรคภูมิใจไทย ผมยังไม่ทราบว่าใช่หรือไม่ใช่ ต้องให้พรรคภูมิใจไทยแสดงท่าทีออกมาแล้วค่อยว่ากัน ไม่มีการเมืองนะ ไม่ได้พิจารณาว่าเป็นพรรคการเมืองฝ่ายไหน
‘ทวี’ชี้ซ่องโจรภาษากฎหมาย
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ในฐานะรองประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการกคพ.เพื่อพิจารณารับคดีฮั้ว สว.เป็นคดีพิเศษ ว่า คณะกรรมการ กคพ. มี 22 คน สามารถนำคดีอาญาเป็นคดีพิเศษได้ โดยต้องใช้มติ 2 ใน 3 คือ 15 คน โดยคณะกรรมการ กคพ.มีความเป็นอิสระ ยึดเกณฑ์ทั้งในส่วนของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม ส่วนในประเด็นดังกล่าวมี 2ส่วน ส่วนแรก มีการสอบสวนเป็นความผิดอาญาอื่น เช่น กรณีมีการกล่าวหา ซึ่งไม่ได้กล่าวหา สว.แต่เป็นการใช้ภาษากฎหมาย เป็นอั้งยี่ คือ เป็นสมาชิกคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการเพื่อกระทำมิชอบด้วยกฎหมายและผู้เป็นหัวหน้าของอั้งยี่ หากเป็นอั้งยี่ธรรมดา โทษ 7 ปี ถ้าเป็นคณะอั้งยี่หรือกรรมการ โทษ 10 ปี แต่ถ้าเป็นอั้งยี่ที่รวมตัวกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปเรียกว่าซ่องโจร ยืนยันไม่ได้กล่าวหาใคร แต่เป็นภาษาของประมวลกฎหมายอาญาที่มีมานานแล้ว และยังบังคับใช้อยู่
พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า การเลือกตั้งเพื่อให้ได้มาต้องดูกฎหมายของ กกต.ซึ่งกกต.ระบุว่า มีความผิดที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง ซึ่งมีอยู่ 6 ฉบับ ขณะที่ กกต.ต้องปฏิบัติตามระเบียบ จะมีในเรื่องหมวดการสอบสวน โดยมอบให้หน่วยงานอื่นคือ ตำรวจหรืออัยการ เป็นผู้ดำเนินการ
ห่วงพยานไม่ปลอดภัย
เมื่อถามถึงกรณี สว.ตั้งข้อสังเกตว่า ดีเอสไอไม่มีอำนาจในการตรวจสอบเรื่องนี้ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ก็ต้องไปแก้กฎหมาย ส่วนแนวโน้มที่ประชุมคณะกรรมการ กคพ. วันนี้จะได้เสียงถึง 15 คน ให้รับเป็นคดีพิเศษหรือไม่นั้น ตนได้กำชับไม่ให้มีการล็อบบี้ใคร เพียงแต่การส่งเอกสารจะมีชื่อพยานบุคคลไม่ได้ เพราะหลายคนรู้เห็นในองค์กรอาชญากรรม ซึ่งเขาบอกว่าหากชื่อหลุดไปอาจไม่ได้รับความเป็นธรรม ตนยอมรับว่ารู้สึกหนักใจ เพราะอยากให้ปิดบังชื่อพยาน แต่หากกรรมการอยากดูชื่อก็จะให้ไปดูกับพนักงานสอบสวน
เมื่อถามว่า มีการมองว่า เรื่องนี้เป็นการตบจูบกันระหว่างแกนนำรัฐบาลกับพรรคร่วมรัฐบาล ยืนยันจะไปสุดทาง ไม่มีหยุดกลางทางใช่หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า พรรคร่วมจะต้องมีความสามัคคีกัน แต่ต้องไม่ทำผิดกฎหมาย ตนเป็นหนึ่งในพรรคร่วม เคารพในพรรคร่วม ไม่เคยไปกล่าวร้ายใคร ทุกอย่างขอให้พยานหลักฐานเป็นตัวบ่งชี้
ที่ประชุมเลื่อนลงมติคดีฮั้ว’สว.’
เวลา 16.30น.ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมในประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ครั้งที่ 2/2568 โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะกำกับหน่วยงานด้านความมั่นคง เป็นประธานกรรมการ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม รองประธานกรรมการ และกรรมการโดยตำแหน่งอีก 10 คน โดยมีวาระสำคัญพิจารณาการเสนอขอมติรับเป็นคดีพิเศษ คือ เรื่องสืบสวนที่ 151/2567 กรณี การคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่มีกระบวนการหรือพฤติการณ์ที่มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ซึ่งมีพฤติการณ์อันอาจเป็นความผิดตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 และประมวลกฎหมายอาญา
ทั้งนี้ ที่ประชุมบอร์ดดีเอสไอ ได้เลื่อนการลงมติว่าจะรับคดีฮั้วเลือก สว.2567 เป็นคดีพิเศษหรือไม่ ออกไปเป็นวันที่ 6มีนาคม2568 โดยให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ เชิญ กกต.มาชี้แจงก่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี