'รองนายกฯ ประเสริฐ' ลงพื้นที่อุตรดิตถ์ ติดตามเร่งรัดแก้ปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ลดข้อขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน พร้อมผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน - แหล่งน้ำอุปโภคบริโภค ควบคู่การส่งเสริมพัฒนาอาชีพประชาชน
วันที่ 28 กุมภาพันธ์ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) และคณะ ลงพื้นที่ติดตามเร่งรัดแก้ปัญหาที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และการดำเนินมาตรการลดข้อขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน พร้อมรับฟังรายงานสรุปผลการดำเนินงาน คทช. กรณีพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน ผลการดำเนินงานภาพรวมจังหวัดอุตรดิตถ์ และป่าไม้ถาวร รวมทั้งได้รับฟังสรุปสถานการณ์ปัญหาข้อเสนอแนะในการพัฒนาพื้นที่จากภาคประชาชน และมอบนโยบายแก่สวนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายผลการดำเนินงาน One Map และแก้ไขปัญหาในพื้นที่ คทช. จังหวัดอุตรดิตถ์ หลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 เห็นชอบแนวทางการปรับปรุงแนวเขตที่ดินของรัฐ (One Map) เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของราษฎรในพื้นที่ดังกล่าว
นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีและคณะ ได้เดินทางไปยังโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำรวจแหล่งน้ำเพื่อการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน ให้เข้าถึงบริเวณนิคมฯ เพื่อให้ประชาชนที่อยู่อาศัยมีน้ำสำหรับใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตรกรรม โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ผู้อำนวยการสํานักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (ผอ.สคทช.) นายศิริวัฒน์ บุปผาเจริญ ผู้ว่าฯอุตรดิตถ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สคทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับและรายผลการดำเนินงานฯ ณ เทศบาลตำบลแม่จริม อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ และบริเวณโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีฯ
นายประเสริฐกล่าวว่า รัฐบาลเร่งรัดขับเคลื่อนการดำเนินงาน One Map ซึ่งการแก้ไขปัญหาพื้นที่ซ้อนทับบริเวณนิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของผลสำเร็จในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับแนวเขตที่ดินของรัฐ โดยมีพื้นที่ทับซ้อนใน 5 บริเวณ เกี่ยวข้องกับ 4 หน่วยงาน ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่านวนอุทยานห้วยน้ำลี ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าลำน้ำน่าน ฝั่งขวา และพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งเป็นปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานานจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน จึงได้เร่งแก้ไขความเดือดร้อนให้กับประชาชน โดยคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ได้เห็นชอบผลดำเนินการปรับปรุงเส้นแนวเขต หรือ One Map บริเวณนิคมสร้างตนเองลำน้ำน่านแล้ว
"ผมในฐานะประธาน คทช. ได้เร่งรัดผลักดันการเสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาจนคณะรัฐมนตรี ได้มีมติ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 เห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมป่าไม้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เร่งดำเนินงานตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และลดขั้นตอนการปรับปรุงเส้นแนวเขตตามกฎหมายโดยเร็ว เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องสิทธิในที่ดินที่มีมายาวนานกว่า 50 ปี และขอให้ สคทช.ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐในด้านต่าง ๆ ทั้งแหล่งน้ำ ไฟฟ้า ถนน และการตลาด ในพื้นที่ด้วยเพื่อให้พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย" รองนายกฯ กล่าว
นายประเสริฐ กล่าวย้ำให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการดำเนินงาน ดังนี้ 1.นำเสนอเรื่องพื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวร ซึ่งผ่านความเห็นชอบจาก คทช. ในคราวการประชุม ครั้งที่ 3/2565 เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2565 เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยเป็นแนวทางในลักษณะเดียวกับกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 และตน ในฐานะประธาน คทช. จะผลักดันให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบให้เร็วที่สุด เพื่อประโยชน์และคุณภาพชีวิตที่ดีของพี่น้องประชาชน และ 2. หน่วยงานในจังหวัดให้การช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อน อย่างเหมาะสมกับประชาชนที่อยู่ในกระบวนการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ที่รอการได้รับสิทธิในการอยู่อาศัยหรือทำกินในที่ดินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
นอกจากนี้ จังหวัดอุตรดิตถ์มีความสำคัญในเชิงเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นพื้นที่เกษตรกรที่เป็นแหล่งปลูก และส่งออกผลไม้หลายชนิดโดยเฉพาะทุเรียนหลง – หลินลับแล ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีชื่อเสียงของจังหวัด ให้ผลตอบแทนสูง ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศต้องการผลผลิตต่อเนื่อง สร้างรายได้ให้กับชาวจังหวัดอุตรดิตถ์ และสร้างรายได้ให้กับประเทศ ทั้งนี้ มีพื้นที่บางส่วนยังไม่ได้รับอนุญาตการใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฎหมาย ทำให้ส่งผลกระทบต่อการรับรองมาตรฐานสินค้าสำหรับการส่งออกไปยังต่างประเทศ จึงขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการ เพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนาผลผลิต ต่อยอดไปสู่การได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์และการส่งออกไปสู่ตลาดโลกต่อไป
“ผมขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานตามภารกิจของ คทช. อย่างเต็มที่ ผมในฐานะรองนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่ประธาน คทช. และผู้ดูแล สคทช. ยินดีที่จะร่วมแก้ไขปัญหาและผลักดันในเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ไขปัญหาความยากจน และลดความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินทำกินของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นฐานสำคัญ ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ การพัฒนาสินค้าและบริการที่ได้มาตรฐาน มีการรับรองผลิตภัณฑ์ตาม มาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถและสร้างโอกาส ในการแข่งขันของไทยในตลาดการค้าระหว่างประเทศต่อไป” รองนายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำ
ดร.รวีวรรณ กล่าวรายงานภาพรวมของการขับเคลื่อนภารกิจ คทช. ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนด้านที่ดินในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ดังนี้ 1. การปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1:4000 (One Map) เพื่อลดปัญหาการทับซ้อนของแนวเขตที่ดินของรัฐภายใต้หลักการ One Land, One Law ซึ่งได้ดำเนินการแล้วเสร็จ และคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแล้วใน 4 กลุ่ม รวมทั้งสิ้น 44 จังหวัด ขณะที่กลุ่มที่ 5 ได้ผ่านการเห็นชอบของ คทช. แล้ว อยู่ระหว่างการเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา ทั้งนี้ สคทช. จะได้เร่งดำเนินการปรับปรุงแผนที่แนวเขตฯ ในอีก 2 กลุ่ม ซึ่งรวมถึงจังหวัดอุตรดิตถ์ในกลุ่มที่ 7 ให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568
นอกจากนี้ สคทช. ยังได้เร่งรัดปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐและแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของราษฎรตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี กรณีพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งต้องขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรี ที่กรุณาช่วยผลักดัน จนคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 เห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมป่าไม้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เร่งดำเนินงานตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินของราษฎร
2. นโยบายการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน (คทช.) มุ่งเน้นให้ประชาชนได้รับสิทธิในการทำกิน/อยู่อาศัยในพื้นที่ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ร่วมกับการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและสามารถทำประโยชน์ในที่ดินได้อย่างเต็มศักยภาพและเหมาะสม
ที่ผ่านมา สคทช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการ คทช. ได้เร่งรัดขับเคลื่อนการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน โดยกำหนดพื้นที่เป้าหมายทั้งสิ้น 1,594 พื้นที่ 73 จังหวัด เนื้อที่ 5.9 ล้านไร่ ออกหนังสืออนุญาตแล้วกว่า 2.7 ล้านไร่ มีการจัดคนเข้าทำประโยชน์ที่ดินรวมแล้วกว่า 92,000 ราย ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพแล้ว 357 พื้นที่ ใน 68 จังหวัด สำหรับจังหวัดอุตรดิตถ์ กำหนดพื้นที่เป้าหมายจำนวน 13 พื้นที่ (ป่าสงวนแห่งชาติ 12 และนิคมสร้างตนเอง 1) เนื้อที่ประมาณ 61,252 ไร่ ออกหนังสืออนุญาตแล้ว 10 พื้นที่ 40,366-17-21ไร่ จัดคนเข้าทำประโยชน์ที่ดินแล้ว 3,278 คน
สำหรับการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวร คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ได้มีมติในคราวการประชุมครั้งที่ 3/2565 เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2565 เห็นชอบในหลักการการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวร และมอบหมายให้กรมป่าไม้ ดำเนินการกำหนดพื้นที่เป้าหมายการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนในพื้นที่ป่าไม้ถาวร เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา และเร่งดำเนินการจัดทำกระบวนการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนในพื้นที่ป่าไม้ถาวรเสนอคณะอนุกรรมการจัดที่ดินเพื่อพิจารณาต่อไป ขณะนี้ อยู่ระหว่างการเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี
พร้อมกันนี้ สคทช. ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาเชิงรุก โดยรวบรวมความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานให้ตรงความต้องการ มีการลดขั้นตอนผ่านการลงนามและขับเคลื่อน บันทึกความร่วมมือโครงการบูรณาการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในพื้นที่ คทช. ระหว่าง สคทช. กับ 21 หน่วยงาน และยังมีการเตรียมพร้อมรองรับระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ของสหภาพยุโรป โดยร่วมกับ GISTDA ดำเนินโครงการจัดทำข้อมูลภูมิสารสนเทศการใช้ประโยชน์ในพื้นที่จัดที่ดินทำกินให้ชุมชน (คทช.) เพื่อจำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดินและวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึง การพัฒนาตราสัญญลักษณ์สินค้า คทช. เพื่อรับรองผลิตภัณฑ์ที่มีแหล่งที่มาจากพื้นที่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่มีการตัดไม้ทำลายป่า มุ่งหวังให้สิทธิทำกินและอยู่อาศัยในพื้นที่ คทช. ที่ประชาชนได้รับ นำมาซึ่งรายได้ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน และความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
014
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี