วันที่ 28 มีนาคม 2568 รุจิระ บุนนาค คอลัมนิสต์ "กฎ กติกา ธุรกิจ" ของหนังสือพิมพ์แนวหน้า ได้เขียนคอลัมนิสต์ ในหัวข้อ "ซื้อหนี้ประชาชน ขายฝันอีกแล้ว"
ระบุว่า “จะซื้อหนี้ประชาชนทั้งหมดออกจากระบบธนาคารดีไหม แล้วให้ประชาชนค่อยๆ ผ่อน ไม่ต้องชำระเต็มจำนวน ให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ยกออกจากเครดิตบูโรให้เป็นคนบริสุทธิ์ผุดผ่อง ทำมาหากินใหม่”
เป็นวาทะของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เป็นแนวคิดสร้างฝันให้แก่ประชาชนไทย ผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง ในกลุ่มผู้ประสบปัญหาหนี้ท่วมหัวแทบจะเอาตัวไม่รอด
ความหมายของวาทะดังกล่าว ยังหมายถึง การซื้อหนี้ประชาชนที่ไม่จำกัดวงเงินหนี้และอดีตนายกฯทักษิณ จะหาเงินจากบริษัทเอกชนมาซื้อหนี้ประชาชน โดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน
ปัจจุบันหนี้ประชาชนพุ่งสูงถึง 16.3 ล้านล้านบาท หรือราว 89% ของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (Gross Domestic Product หรือ GDP) จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ หรือเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะระดมทุนจากภาคเอกชนเพื่อซื้อหนี้ประชาชนตามคำพูดดังกล่าว ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผู้พูด พูดเพื่อเอามัน ให้ถูกใจผู้ฟังแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริง
นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญของสถาบันการเงินทั้งหลาย ต่างมีความเห็นพ้องกันว่า หากไม่ใช้เงินภาครัฐมาซื้อหนี้ แนวคิดนี้จะเป็นไปไม่ได้เลย และอาจเป็นการสร้างนิสัยไร้วินัยทางการเงิน ทำให้ประชาชนเคยชินกับการเป็นหนี้แล้วไม่ต้องจ่ายคืนหรือไม่?
ผลสุดท้ายอาจจะตกเป็นภาระหนี้สาธารณะของประชาชนทั้งประเทศ และภาระของงบประมาณในอนาคตอย่างแน่นอน
ล่าสุด นายพิชัย ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นว่า การซื้อหนี้ประชาชน จะเป็นการซื้อหนี้ในวงเงินที่ไม่เกิน 100,000 บาท เท่านั้น และจัดหางบประมาณเพื่อดำเนินการ จึงเป็นการย้อนแย้งกับความเห็นของอดีตนายกฯทักษิณ ราวกับว่า เมื่อผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรค หรือ สทร. ได้ให้ความเห็น จึงจำเป็นต้องสนองตอบ แม้จะไม่สามารถทำได้ทั้งหมดก็ตาม
นอกจากนี้ นายพิชัย ยังกล่าวอีกว่าแนวความคิดซื้อหนี้ประชาชนนั้น ตนมีแนวความคิดนี้ นานแล้ว เพื่อแสดงให้เห็นว่า เป็นการสอดรับกันและไม่ให้ตกขบวนรถไฟเที่ยวสุดท้าย
การแก้หนี้เสีย (Non Performing Loan หรือ NPL) ต้องมีการลดเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระ หากไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ ต้องยอมรับเป็นหนี้สูญ ลักษณะนี้เป็นเรื่องที่ดำเนินการในระบบธนาคารอยู่แล้ว
แนวนโยบายซื้อหนี้ประชาชนดังกล่าว เป็นการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนมากกว่าหนี้ภาคธุรกิจ จึงแตกต่างจากแนวคิดแก้วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เมื่อปี พ.ศ. 2540 ที่จัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ บสท. เพื่อบริหารหนี้เสียของสถาบันการเงิน
ในแวดวงการเงิน วิธีการหรือโมเดลนี้ไม่ได้ใหม่ แต่เป็นวิธีที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ดำเนินการมานาน โดยการเข้าซื้อหนี้เสีย ในราคาต่ำกว่ายอดจริง ก่อนเจรจากับลูกหนี้ใหม่ เพื่อให้ได้ยอดเงินที่เหมาะสมและสามารถชำระได้ ซึ่งหากการบริหารได้ดีตามแผน ย่อมเป็นที่พอใจแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้เป็นหนี้ควรมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ไม่ใช่เป็นการปลดหนี้ แต่เป็นการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้และลดยอดหนี้ โดยจะต้องปฏิบัติตามแผนการชำระหนี้ตามที่ตกลงกัน
หากการซื้อหนี้ประชาชนแล้วดำเนินการแก้ปัญหาโดยไม่เป็นไปตามหลักสากล จะก่อให้เกิดปัญหาตามมาหลายประการ เช่น ลูกหนี้จะขาดวินัยทางการเงิน, ลูกหนี้อาจก่อให้เกิดหนี้เพิ่มขึ้น เพราะคิดว่าไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบเต็มจำนวน, อาจเกิดปัญหาหนี้ซ้ำซ้อนขึ้นอีกมากมายในอนาคต
สิ่งสำคัญที่บรรดาลูกหนี้จะต้องระลึกไว้อยู่เสมอ คือ เมื่อมีหนี้ต้องใช้หนี้และหากเจ้าหนี้ติดต่อมาไม่ควรหลบหนี แต่ควรเจรจาต่อรองขอผ่อน
ชำระหนี้ โดยอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี