‘มทภ.4’ แฉกลุ่มป่วนชายแดนใต้เปลี่ยนเป้าหันมาโจมตี ’ประชาชน’ - ‘บีอาร์เอ็น’ ก่อเหตุมากสุด ยันเข้มเดินหน้าขันน็อต ‘เฝ้าระวัง-ป้องกัน’ เสริมเขี้ยวเล็บ ‘ชคต.’ สานนโยบาย ‘คนพื้นที่รู้ดีสุด-ใช้ชุมชนช่วยเป็นหูเป็นตา’ ชี้คุยเจรจาสันติภาพ ต้องเข้ามาพร้อมกันทั้งหมด
5เมษายน 2568 เพจเฟสบุ๊ค “แนวหน้ามั่นคง” ของทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์ ได้สัมภาษณ์พิเศษ พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่4 (มทภ.4) ที่ค่ายเสนาณรงค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ดำเนินรายการโดย นายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ หรือ เป๊ปซี่
โดยช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคโดยเฉพาะในช่วงรอมฎอนที่ผ่านมา พล.ท.ไพศาล กล่าวว่า พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ได้ลงพื้นที่มาติดตามการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการในพื้นที่ พร้อมทั้งให้กำลังใจ โดยครั้งนี้ที่คุยกันมีหลายประเด็น ประเด็นหลักคือการเกิดเหตุความไม่สงบในพื้นที่ จากเหตุการณ์สำคัญคือการเกิดเหตุยิงเจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดน หรือ อส. ในพื้นที่ อ.สุไหงโกลก ซึ่งได้มีการวิเคราะห์เหตุ พร้อมทั้งให้คำแนะนำ ทั้งนี้ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การมีกองข่าวในพื้นที่ และแจ้งเตือนเหตุที่เกิดเหตุหน้าอำเภอ ซึ่งด้านหลังเป็นที่ตั้งของอส.นั้น ให้เพิ่มมาตรการป้องกันอย่างเข้มงวดสำหรับสถานที่สำคัญต่างๆรวมทั้งโรงพัก แต่ในส่วนของเหตุลอบยิงเจ้าหน้าที่ได้วิเคราะห์ว่าเกิดความผิดพลาดอย่างไร ก็ได้ให้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน ลาดตระเวนเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามมาลอบทำร้ายได้
“เรามีมาตรการด้านการข่าวทุกฐานปฏิบัติการอยู่แล้ว แต่อาจจะมีช่องว่างด้านความละเอียดของเจ้าหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด ทั้งฐานปฎิบัติการของฝ่ายทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ซึ่งเป็นเป้าหมายของฝ่ายตรงข้าม โดยในช่วงเวลาพักต่างๆของเจ้าหน้าที่อาจเป็นเวลาของฝ่ายตรงข้าม ดังนั้นจะต้องมีความระมัดระวังทั้งดูแลตนเอง ดูแลชุมชนดูแลพื้นที่” แม่ทัพภาคที่4 กล่าว
พล.ท.ไพศาล กล่าวต่อว่า สำหรับเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าในปี 2570 ที่จะมีการปรับกำลังพลออกและให้ชุดคุ้มครองตำบล เข้าไปดูแลในเรื่องความปลอดภัยในชุมชนนั้น ที่ผ่านมาหลังมีการจัดตั้งชุดคุ้มครองตำบล ได้มีการเพิ่มปริมาณงานมากขึ้นเรื่องมาตรการความปลอดภัย ส่วนเรื่องงานด้านการข่าว การเมือง อส.ยังคงใช้คนในพื้นที่ซึ่งมีประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้นมาตามลำดับ
“เมื่อเรามีการเสริมกำลังเข้มแข็ง ทางฝ่ายตรงข้ามก็มีการโจมตี โปรยใบปลิวให้ลาออก ซึ่งการที่เขาไม่นิ่งแสดงว่าการทำงานดังกล่าวมีผลต่อกระบวนการ ยืนยันว่าจาการที่ ผบ.ทบ. ลงพื้นที่ใน อ.ยะหริ่ง จะสังเกตเห็นได้จากร่างกาย สีหน้า แววตา และการดูแลอาวุธ แสดงออกถึงความพร้อมของ อส.ในพื้นที่มีความเข้มแข็งและความพร้อมที่จะปฏิบัติงาน” แม่ทัพภาคที่4 กล่าว
เมื่อถามถึงการก่อเหตุคาร์บอมบ์ในพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลก พล.ท.ไพศาล กล่าวว่า ผบ.ทบ. ได้สอบถามถึงการปรับปรุง ซึ่งได้แจ้งให้ท่านทราบว่า ฝ่ายตรงข้าม ก่อนเกิดเหตุได้มีการแจ้งเตือนมา แต่ในการก่อเหตุได้นั่งรถกระบะและแต่งกายเป็นหญิงใส่ฮิญาบมา ซึ่งต้องระวังว่าอาจไม่ใช่ผู้ก่อเหตุแฝงตัวมาด้วย จึงได้ย้ำกำลังพลให้ตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยความรอบคอบ
เมื่อถามว่าการก่อเหตุไม่สงบในช่วงรอมฎอนที่ผ่านมา กำลังพล ทั้งทหาร และตำรวจ ที่ถูกลอบยิงจะมีแผนพิทักษ์กำลังพลอย่างไร แม่ทัพภาคที่4 กล่าวว่า ที่ผ่านมาหลักๆในส่วนของทหารพราน และอส.นั้น พี่น้องประชาชนในพื้นที่มาช่วยราชการในการปฏิบัติหน้าที่ แต่เมื่อมีการลาพักกลับไปสู่ภูมิลำเนาของตนเองก็จะตกเป็นเป้าหมายในการก่อเหตุ ซึ่งผบ.ทบ. มีความเป็นห่วง จะต้องมีการดูแลทั้งในเรื่องของข่าวสารและคนในชุมชน หน่วยพิทักษ์กำลังพล ก็ต้องทราบเพื่อพิทักษ์กำลังคน อย่างไรก็ตาม ประชาชนในพื้นที่เป็นกำลังสำคัญหลักในการเป็นหูเป็นตา เพราะเขาคือคนในชุมชน
“ช่วงรอมฎอนถือศีลอดเมื่อช่วงปลายเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา เกิดเหตุคาร์บอมเมื่อเทียบกับปี 67 จำนวนครั้งเท่ากัน มีผู้เสียชีวิตเท่ากัน แต่ประชาชนบาดเจ็บมากขึ้น รอมฎอนปีนี้พี่น้องประชาชนได้บาดเจ็บเกือบ 30 คน จากเหตุการณ์คาร์บอมบ์ที่อ.สุไหงโกลกและหน้าห้างบิ๊กซี อ.บันนังสตา แสดงว่ากลุ่มก่อเหตุไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนประชาชนมากขึ้น นับว่าเป็นเรื่องแปลก จากเดิมที่กลุ่มก่อเหตุมักจะก่อเหตุกับเจ้าหน้าที่” พล.ท.ไพศาล ระบุ
พล.ท.ไพศาล กล่าวว่า ที่อำเภอเมืองพังงาพบว่าผู้ที่ถูกจับกุมครอบครองอาวุธปืนอาก้า 4 กระบอก เป็นปืนที่ปล้นมาจากเจ้าหน้าที่เมื่อปี 2559 และนำมาใช้ก่อเหตุ 2ครั้ง คาดว่าน่าจะเป็นเรื่องผลประโยชน์การเมืองท้องถิ่น แต่ปืน 2 ใน 4 กระบอก เคยก่อเหตุในจังหวัดนราธิวาส ซึ่งตามข่าวพาดพิงว่า เกี่ยวข้องกับขบวนการก่อเหตุร้าย แต่ผู้ที่ถูกจับกุมได้ให้การปฏิเสธ
เมื่อถามถึงการเจรจาสันติภาพกับกลุ่มมารา ปาตานี ที่คาดว่าจะเริ่มการพูดคุยช่วงรอมฎอน จะมีกลุ่มบีอาร์เอ็น หรือกลุ่มอื่นๆเข้ามาเจรจาเพิ่มหรือไม่ แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า หากเป็นกลุ่มอื่นๆที่มีศักยภาพก็ต้องเข้ามาคุย ที่อาจเป็นกลุ่มที่มีการเคลื่อนไหว แต่ไม่ชัดเจน ดังนั้นการพูดคุยจะต้องเข้ามาพร้อมกัน ขณะนี้เรารู้ว่ากลุ่มที่ก่อเหตุเป็นกลุ่มบีอาร์เอ็นเกือบทั้งหมด ส่วนกลุ่มอื่นๆก็อยากมีส่วนร่วมในการคุยรอบลึกๆ
เมื่อถามถึงกรณีที่ผบ.ทบ.ได้ลงไปดูการเกณฑ์ทหารในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ พล.ท.ไพศาล กล่าวว่า รัฐบาล และกองทัพไทยใช้นโยบายเป็นทหารอาสาสมัครใจเป็น ซึ่งมีการสมัครทั้งผ่านทางออนไลน์ และ on site เข้ามาที่สัสดีอำเภอ หรือแม้แต่วันที่มีทำการตรวจเลือกก็ยังสามารถเดินทางเข้ามาได้ ครั้งนี้ท่านได้มาที่อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา ก็ยังมีผู้เดินทางเข้ามาสมัครเข้ามาจำนวนมากในขณะที่มีการรับเพียง 24 คน แต่มีผู้สมัครไปแล้ว 20 คน
เมื่อถามว่า ได้กำชับให้นายทหารดูแลทหารเกณฑ์อย่างไร แม่ทัพภาคที่4 กล่าวว่า สิ่งที่เป็นห่วงคืออาการป่วย ซึ่งอาจจะเป็นภาพรวมของประเทศไทยคือคนไทยอ่อนแอมากขึ้น โดยผู้ที่มาสมัครเป็นทหารเกณฑ์พบว่ามีการใช้ยาเสพติด ซึ่งพ่อแม่ต้องการให้มีการสมัครเพื่อรักษาที่หน่วยทหาร ซึ่งคณะกรรมการฝ่ายทหารและฝ่ายการแพทย์ต้องปฏิบัติการกันอย่างเข้มแข็งและละเอียดลออ ที่ผ่านมา การลงโทษที่ไม่อยู่ในอำนาจและขอบเขต ผังการใช้ความรุนแรงต่างๆนั้นทางกองทัพบกได้มีการอบรมหน่วยต่างๆ มีข้อระเบียบปฏิบัติต่างๆมากขึ้น
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี