“จุดเริ่มต้นเมื่อก่อนมันเกิดมาจากสายหมอกับสายศาสนา ผมนี่ไม่ได้ทั้งหมอไม่ได้ทั้งศาสนา เรานี่ฮาร์ดคอร์ (Hardcore) สายเคลื่อนไหว เราก็คิดว่าเรื่องพวกนี้คือจุดเริ่มต้นจริงๆ เขาคงไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก่อน ถ้าไปฟังอาจารย์หมอเล่า เขาบอกเริ่มจากเข้าพรรษาก่อน เทศกาลใหญ่ เพราะฉะนั้นแนวคิดในการรณรงค์มันก็มาจากสายหมอสายศาสนา จะเห็นว่าทิศทางการควบคุม (Control) ก็จะไปในเชิงอย่างนั้น”
เรื่องเล่าจาก คำรณ ชูเดชา แกนนำกลุ่ม Alcohol Watch ในงานสัมมนา “ทิศทางและอนาคตธุรกิจสุราไทย”จัดโดยคณะอนุกรรมาธิการศึกษาพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมสุรา ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร วันที่ 12 ก.ย. 2563 ซึ่งหากจะกล่าวว่านี่คือ “ไฮไลท์” คงไม่เกินจริงนักเพราะ “นานๆ จะมีแกนนำฝ่ายต้านเหล้าจะมาขึ้นเวทีเดียวกับกลุ่มคนที่มีรสนิยมชมชอบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” เพราะมีภาพเป็นคู่ขัดแย้งกัน
คำรณ เล่าต่อไปว่า ที่ผ่านมาในหมู่คนทำงานรณรงค์ในประเด็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เองก็มีการถกเถียงเกี่ยวกับทิศทางการรณรงค์เช่นกัน ซึ่งฝ่ายของตนมีข้อเสนอว่า“การสื่อสารที่ดีควรแบ่งกลุ่มเป้าหมายตามอายุ” เพื่อให้สิ่งที่ต้องการสื่อสารไปถึงเป้าหมายอย่างตรงประเด็น อาทิ หากต้องการสื่อสารว่าเด็กนักเรียนชั้นมัธยมลงไปไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ข้อความรณรงค์ก็ควรไปในทิศทางเดียวกัน
“ในวัยคนหนุ่ม-สาว ซึ่งเป็นวัยของเสรีภาพแสวงหา พูดง่ายๆ เพิ่งบินได้ เราควรสื่อสารอย่างไร ผมทำงานกับน้องมหาวิทยาลัยด้วย ผมบอกเลยว่าเด็กมหา’ลัย
มันกินเหล้าเป็นตั้งแต่มัธยมแล้ว ฉะนั้นเราไปทำงานมหา’ลัย เด็กปี 1 กินเหล้าแล้วนะ เราไปห้ามเด็กปี 1 ไม่ให้กินเหล้า มันก็คงไปพูดในสิ่งที่ไม่เป็นจริง ฉะนั้นน้ำหนักถ้าผมทำ ผมก็ไม่ได้ไปเชิญชวนให้เด็กเลิกเหล้า แต่เราไปควบคุมพูดถึงเชิงปัจเจก ควบคุมร้านค้าให้ปฏิบัติตามกฎหมายแค่นั้น
เพราะเรามองว่าข้อความ (Message) การสื่อสารพวกนี้รัฐยังไม่ได้ลงทุนตามกลุ่มเป้าหมาย หรือคนวัยทำงานควรสื่อสารแบบไหน คนสูงวัยต้องสื่อสารแบบไหน ปัจจุบันรัฐให้ชะตากรรมกับทุกคนตัดสินใจ แต่ผมคิดว่ารัฐควรมีหน้าที่ต้องสื่อสารเรื่องเหล่านี้ด้วย แต่ไม่ใช่แบบตีขลุม ลักษณะกฎหมายเราก็ค่อนข้างตีขลุมหน่อย เป็นกว้าง” แกนนำกลุ่ม Alcohol Watch กล่าว
เหตุผลที่มีการจัดเวทีสัมมนานี้ขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากความ “อึดอัด” จากผู้ประกอบการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายย่อยระดับชุมชนท้องถิ่นที่ไม่สามารถนำผลิตภัณฑ์ของตนเข้าแข่งขันในตลาดได้ เพราะอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 32ว่าด้วยการห้ามโฆษณา ในขณะที่ทุนยักษ์ใหญ่มีช่องทางเลี่ยง เช่น นำตราสินค้าไปใช้กับผลิตภัณฑ์อื่นๆ บ้าง ไปซื้อพื้นที่โฆษณากับสโมสรกีฬาในต่างประเทศแล้วรอให้ถ่ายทอดสดการแข่งขันกลับมายังประเทศไทยบ้าง จนตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกผูกขาดไปโดยปริยาย
รวมถึงประชาชนที่เคยถูกแจ้งข้อหาโฆษณาชักชวนให้ดื่มไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ทั้งที่ไม่เคยได้รับผลประโยชน์ใดๆ ตอบแทนจากผู้ประกอบการ แม้กระทั่งผู้โพสต์ภาพและข้อความผ่านสื่อออนไลน์ชวนเพื่อนไปสังสรรค์ก็ยังถูกกล่าวหาด้วย ทั้งหมดนี้นำมาซึ่ง “ความพยายามแก้ไขกฎหมายที่ออกมาจากแนวคิดสุดโต่ง” มองเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในแง่ลบเพียงด้านเดียว ผ่านการล่ารายชื่อให้ครบ 1 หมื่นคนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ยังมีอีก 2 กลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหว คือ 1.เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยที่ได้รับความเดือดร้อนจากการแบนสารเคมีพาราควอต นำโดย มนตรี คำพล ประธานสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย เมื่อ 14 ก.ย. 2563 ระบุว่า มติคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ห้ามใช้พาราควอต ทำให้ชาวไร่อ้อย 4 แสนครัวเรือน มีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ขณะที่สาร “กลูโฟซิเนต” ที่ส่งเสริมให้ใช้ทดแทน นอกจากจะฆ่าหญ้าไม่ตายแล้วยังทำให้ต้นอ้อยไม่เติบโตด้วย
เช่นเดียวกับ ทิพวรรณ ยงประโยชน์ เลขาธิการสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ที่กล่าวว่า การแบนสารพาราควอตทำให้ผลผลิตอ้อยลดลง ส่งผลกระทบถึงโรงงานน้ำตาล รวมทั้งข้อมูลที่นำมาใช้ในการแบนมีข้อน่ากังขาหลายประการ และเป็นการแบนสารชนิดหนึ่งแต่ให้ไปใช้สารอีกชนิดหนึ่งที่ไม่มีประสิทธิภาพ พร้อมกับเรียกร้องไปที่ สุริยะจึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย ให้นำข้อเรียกร้องของชาวไร่อ้อยเข้าที่ประชุมโดยเร็ว ก่อนที่อุตสาหกรรมน้ำตาลซึ่งเกี่ยวเนื่องกับอ้อยจะถึงกาลล่มสลาย
เว็บไซต์ www.worldstopexports.com ระบุ 10 ประเทศ ที่ส่งออกน้ำตาลมากที่สุดในโลก (Sugar Exports by Country) ในปี 2562 ดังนี้ อันดับ 1 บราซิล อันดับ 2 ไทย อันดับ 3 อินเดีย อันดับ 4 ฝรั่งเศส อันดับ 5 กัวเตมาลา อันดับ 6 เม็กซิโก อันดับ 7 เยอรมนี อันดับ 8 แอฟริกาใต้ อันดับ 9 เอสวาตินี (สวาซิแลนด์) อันดับ 10 เบลเยียม ในกลุ่มนี้มีสมาชิก EU 3 ชาติ (ฝรั่งเศส เยอรมนีและเบลเยียม) ซึ่ง EU นั้นเป็นกลุ่มของประเทศพัฒนาแล้ว
โดย EU นั้นแบนพาราควอตไปแล้ว ส่วนอินเดียแบนเพียงบางแคว้นเท่านั้นไม่ใช่ทั้งประเทศ “การที่ประเทศไทยแบนพาราควอตเช่นเดียวกับกลุ่ม EU ทั้งที่ยังเป็นเพียงประเทศกำลังพัฒนา ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่งในอุตสาหกรรมน้ำตาลตามอันดับข้างต้นยังไม่แบน จึงไม่แปลกที่ชาวไร่อ้อยรวมถึงผู้ประกอบการอุตสาหกรรมน้ำตาลในไทยหวั่นเกรงว่าจะสูญเสียศักยภาพในการแข่งขันไป” เพราะยังไม่มีสารอื่นที่ใช้แทนกันได้
กับ 2.หาบเร่แผงลอย ซึ่งได้รับผลกระทบจากการที่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) อาศัยช่วงที่ประเทศปกครองโดยรัฐบาลทหารคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) “ยกเลิกจุดผ่อนผัน” จากปี 2557 ที่มีประมาณ 700 จุด ในปี 2559เหลือเพียง 200 กว่าจุด และยังมีแนวโน้มยกเลิกต่อเนื่อง แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเปลี่ยนจากหัวหน้า คสช. มาเป็นนายกฯ ยุครัฐบาลเลือกตั้ง และได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อเดือน ก.ค. 2562 ว่าจะรักษาสมดุลระหว่างความเป็นระเบียบเรียบร้อยกับการส่งเสริมอาหารข้างทาง (Street Food) ที่เป็นเสน่ห์ของประเทศแล้วก็ตาม
ซึ่งที่ผ่านมา กทม. มักอ้างว่าทำตามเสียงเรียกร้องของประชาชนที่ต้องการเห็นบ้านเมืองมีความศิวิไลซ์เหมือนประเทศพัฒนาแล้วที่ไม่มีแผงลอยบนทางเท้า ทำให้เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2563 “กลุ่มผู้ค้าได้เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ปลด พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.” พร้อมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการทำพิธีเผาพริกเผาเกลือสาปแช่งคณะผู้บริหาร กทม.ชุดปัจจุบัน ด้วยความไม่พอใจที่ กทม. ทอดทิ้งคนรากหญ้าหาเช้ากินค่ำ
ทั้ง 3 กรณีมีความเหมือนกันคือ “บรรดาเครือข่ายที่มีแนวคิดสุดโต่งด้านสุขภาพบ้าง ความศิวิไลซ์บ้างศีลธรรมบ้าง ซึ่งเสียงดังและสร้างกระแสสังคมได้ง่ายเป็นผู้ผลักดัน (หรือกดดัน) จนภาครัฐต้องออกกฎหมายเพื่อตอบสนอง โดยละเลยอีกฟากฝั่งคือผู้ได้รับผลกระทบ” ดังนั้นถึงเวลาต้องทบทวนแล้วหรือไม่เพื่อให้เกิดความสมดุล..เพราะความสุดโต่งเกินไปนี้ทำให้เสียโอกาสทางเศรษฐกิจไปมากแล้วโดยเฉพาะกับคนเล็กคนน้อย!!!
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี