การปล้นปืนและโจมตีค่ายทหารเจาะไอร้อง หรือที่เรียกกันว่า“ค่ายปิเหล็ง” นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงในภาคใต้ ในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่มี“ทักษิณ ชินวัตร”เป็นนายกรัฐมตรี ซึ่งมิอาจปฏิเสธได้ว่า นี้คือปฐมเหตุ“ไฟแห่งความคับแค้น”ของคนไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
เหตุการณ์“ปล้นปืน”เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 02.00 น.วันที่ 4 มกราคม 2547 กองกำลังติดอาวุธไม่ทราบฝ่ายประมาณ 60 คน บุกเข้าโจมตีคลังแสงเก็บอาวุธของกองทัพบก กองพันพัฒนาที่ 4 ในค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านปิเหล็ง ตำบลมะรือโบออก อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เป็นผลให้ทหารเสียชีวิต 4 นาย ก่อนผู้ก่อความไม่สงบจะหลบหนีไปพร้อมกับอาวุธปืน“เอ็ม.16” และปืนพกขนาด“11 ม.ม.”ที่ปล้น รวมทั้งหมด 413 กระบอก
หลังเกิดเหตุการณ์ยังไม่ทันได้ตรวจสอบที่มาที่ไปให้แน่ชัด ปรากฏว่า อดีตนักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ชิงพูดเป็นการสบประมาทในท่ามกลางความสับสนอลหม่านของข้อมูล โดยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า เป็นฝีมือ“โจรกระจอก” ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ใช้มาตรการแข็งกร้าวไล่ล่าหาตัวผู้กระทำผิด และตามหาปืนที่ถูกปล้นเพื่อให้ได้คืนกลับมาโดยเร็ว
เริ่มจากมีการประกาศและขยายพื้นที่ในการใช้กฎอัยการศึก จึงเท่ากับเป็นตัวเร่งสถานการณ์ในพื้นที่ให้ร้อนลุกเป็นไฟได้อย่างดี และต่อมาก็ยังมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพิ่มเชื้อไฟเข้าไปอีก เพราะว่าภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมบุคคลโดยไม่ต้องรอหมายศาล ส่งผลให้ชาวบ้านที่เป็นคนไทยมุสลิมในพื้นที่ซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัย เดือดร้อนกันโดยถ้วนทั่ว
ทางด้านกองทัพภาคที่ 4 ในเวลานั้น ซึ่งมี พล.ท.พงษ์ศักดิ์ เอกบรรณสิงห์ เป็นแม่ทัพภาค 4 ก่อนจะเปลี่ยนตัวแม่ทัพภาค 4 เป็น“พล.อ.พิศาล วัฒนวงษ์คีรี”ในอีก 2 เดือนต่อมา ได้ออกมาแถลงข่าวโดยระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือกันระหว่างขบวนการแบ่งแยกดินแดนสามกลุ่ม คือ PULO, BRN และกลุ่มมูจาฮีดีนอิสลามปาตานี ในขณะที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงในขณะนั้น เห็นว่าทหารในค่ายบางคนน่าจะมีส่วนรู้เห็นกับการปฏิบัติการโจมตีในครั้งนี้ด้วย
ส่วน พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ลูกพี่ลูกน้องที่“ทักษิณ ชินวัตร”หนุนส่งขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น โดยข้ามหัวนายทหารคนอื่นๆ ก็ได้สั่งการให้มีการสอบสวน“ทหารเกณฑ์”ที่มีเชื้อสายมลายูจำนวน 65 คนทันที พร้อมทั้งประกาศตั้งสินบน 1 ล้านบาทให้แก่ผู้ที่สามารถชี้เบาะแสเกี่ยวกับผู้กระทำผิดและผู้บงการการ“ปล้นปืน”ในครั้งนี้
และจากมาตรการต่างๆ ดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ฝ่ายมั่นคงและกองทัพ กลับยิ่งเพิ่มบรรยากาศความกลัว และเพิ่มความคับแค้นใจให้แก่ชาวไทยมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือยะลา, ปัตตานี, นราธิวาส และอีก 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา คือ อำเภอจะนะ, เทพา, นาทวี และสะบ้าย้อย เพราะมีการปฏิบัติการทั้ง“จับ”และ“อุ้ม”ผู้ต้องสงสัยมาสอบปากคำในทางลับ ตลอดจนใช้กำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้นสถานที่ต่างๆ รวมทั้งบ้านผู้ต้องสงสัยไม่เว้นแม้กระทั่งยามวิกาล
ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ชาวบ้านที่เป็นคนไทยมุสลิมต้องหันไปเป็นแนวร่วมกับผู้ก่อความไม่สงบ ขณะเดียวกัน ผู้ก่อความไม่สงบก็ตอบโต้ด้วยการใช้อาวุธสร้างความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ เพื่อบั่นทอนความมั่นคงและท้าทายอำนาจรัฐมากขึ้น มีการลอบวางเพลิงโรงเรียนและสถานที่สำคัญๆ, ลอบวางระเบิด และการชุ่มยิงทำร้ายเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจ ทหาร และครู ไม่เว้นแม้กระทั้งพระสงฆ์และสามเณร ตลอดจนชาวบ้านที่เป็นชาวไทยพุทธ
จากเหตุการณ์ปล้นปืนถัดมาอีกสองเดือน ก็เกิดเหตุการณ์ที่มีผลต่อเนื่องมาจากเรื่องเดียวกัน โดยในคืนวันที่ 12 มีนาคม 2547 นายสมชาย นีละไพจิตร ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม และรองประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของสภาทนายความแห่งประเทศไทย ก็ได้ถูก“อุ้ม”หายตัวไป เหตุเกิดกลางเมืองหลวง-กรุงเทพมหานคร ย่านถนนรามคำแหง เยื้องสถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก
การหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของนายสมชาย นีละไพจิตร ครั้งนี้ ไค้ตกเป็นข่าวครึกโครม เพราะเขาเป็นทนายความเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ลูกความที่เป็นคนไทยมุสลิม ซึ่งถูกดำเนินคดีที่เกี่ยวเนื่องกับความมั่นคงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และยังได้ร่วมเป็นทนายกับนักกฎหมายมุสลิม ว่าความให้กับผู้ต้องหา 5 คนที่ถูกจับและดำเนินคดีข้อหาปล้นอาวุธปืน“ค่ายปิเหล็ง”
ก่อนที่นายสมชาย นีละไพจิตร จะถูก“อุ้มหาย”นั้น เขาเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ลงชื่อ 5 หมื่นรายชื่อ เพื่อเสนอรัฐบาลยกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
และสำคัญที่สุด ในวันที่ 11 มีนาคม 2547 ก่อนหน้าที่จะถูก“อุ้มหาย”หนึ่งวัน นายสมชาย นีละไพจิตร ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ศาลยกคำร้องขอเวลาขยายฝากขังของตำรวจที่เป็นพนักงานสอบสวน และขอให้ศาลสั่งให้เรือนจำเป็นผู้ควบคุมผู้ต้องหาคดีปล้นอาวุธปืน“ค่ายปิเหล็ง”ที่เป็นชาวไทยมุสลิมทั้ง 5 คน เนื่องจากผู้ต้องหาทั้งหมดร้องเรียนว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจซ้อมทรมานทำร้ายร่างกายเพื่อให้รับสารภาพ ด้วยการปัสสาวะรดหน้า และใช้ไฟฟ้าช็อตตามร่างกายและอวัยวะเพศ
ต่อมาอีกหนี่งเดือนหลังจากทนายสมชาย นีละไพจิตร ถูก“อุ้มหาย” ปรากฏว่าในวันที่ 28 เมษายน 2547 ก็เกิดเหตุการณ์“กรือเซะ-สะบ้าย้อย” ที่มัสยิดกรือเซะ ตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี มีคนไทยมุสลิมถูกล้อมปราบในมัสยิดกรือเซะเสียชีวิตจากการถล่มด้วยอาวุธสงครามของเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร 32 ศพ และที่อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา เหตุเกิดในวันเดียวกัน มีผู้เสียชีวิต 19 ศพ นอกจากนั้นในวันเดียวกันนี้ยังเกิดเหตุการณ์รุนแรงพร้อมกันอีกนับสิบจุดในจังหวัดยะลาและนราธิวาส รวมแล้วมีคนไทยมุสลิมเสียชีวิตทั้งหมดในวันเดียวกัน 108 ศพ
ทั้งนี้ เฉพาะที่อำเภอสะบ้าย้อยนั้น สมควรจะต้องบันทึกไว้ เพราะผู้เสียชีวิตทั้ง 19 ศพ เป็นเยาวชนมุสลิมจากบ้านสุโสะ หมู่ 2 ตำบลธารคีรี อำเภอสะบ้าย้อย ทั้งหมดล้วนเป็นนักฟุตบอลทีมเยาวชนของตำบลธารคีรีที่กำลังมีอนาคตไกล เป็นผู้นำพาทีมของตำบลชนะการแข่งขันในระดับอำเภอมาตลอดทุกครั้ง การเสียชีวิตครั้งนี้จึงเป็นเหตุให้บรรดาญาติพี่น้องและคนใกล้ชิดในพื้นที่ที่รู้จักชอบพอกับนักฟุตบอลเยาวกลุ่มนี้ เป็นเดือดเป็นแค้นเจ้าหน้าที่รัฐทวีคูณยิ่งขึ้นไปอีก
อย่างไรก็ตาม ผลสะเทือนจากเหตุการณ์“กรือเซะ-สะบ้าย้อย” รวมทั้งเหตุรุนแรงในจังหวัดยะลาและนราธิวาสยังไม่ทันคลี่คลาย ก็เกิดเหตุการณ์ตากใบที่หน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ขึ้นมาอีกในวันที่ 25 ตุลาคม 2547 จากการสลายการชุมนุมของชาวบ้านที่เป็นคนไทยมุสลิม ซึ่งมาชุมนุมเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) 6 คนที่ถูกจับกุมตัวในข้อหาว่า นำอาวุธปืนของทางราชการไปให้ผู้ก่อความไม่สงบ และการสลายการชุมนุมทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 85 ศพ โดยเสียชีวิตระหว่างเคลื่อนย้ายไปคุมขังข้ามจังหวัด 78 ศพ เสียชีวิตขณะสลายการชุมนุม 6 ศพ และไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล 1 ศพ ส่วนคนที่รอดชีวิตจำนวนหนึ่งต้องกลายเป็นคนพิการ นอกจากนี้แล้วยังมีผู้สูญหายอีกจำนวนหนึ่ง
ทั้งหมดนั้นคือที่มาของปัญหา“ไฟใต้”ที่เกิดขึ้นภายใต้การบริหารราชการแผ่นดินของ“ทักษิณ ชินวัตร” ในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย
จึงทำให้มีเสียงสะท้อนดังขึ้นมาว่า“ง่ายเนาะ”กับคำขออภัยของอดีตนักโทษเด็ดขาดชายผู้นี้ พร้อมกับการขานรับแบบฝันลมๆ แล้ง ๆ เสมือนคำลวงโลกของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่เป็น“เด็กในคาถา”ของทักษิณเกี่ยวกับการแก้ปัญหา“ไฟใต้”ว่า
“ปีนี้น่าจะเห็นสัญญาณที่ชัดเจน จะมีทิศทางที่ดีขึ้น และปีหน้าจะหาทางจบเรื่องนี้”!
รุ่งเรือง ปรีชากุล
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี