การปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาทองคำ และมีแนวโน้มจะขึ้นไปทำราคา New High อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผมนึกถึงเรื่องราวของนักลงทุนกลุ่มเล็กๆ จำนวนหนึ่งที่เห็นความผิดปกติของระดับราคาบ้านและหนี้สินครัวเรือนในสหรัฐอเมริกาล่วงหน้าประมาณสองปีก่อนหน้าจะเกิดวิกฤตการณ์ซับไพรม์ขึ้นในปี 2008 (๒๕๕๑) และ ไคลน์ บาส (Kyle Bass) ผู้จัดการกองทุนเก็งกำไรระยะสั้นหรือเฮดจ์ฟันด์ (hedge fund) ชื่อ HaymanCapital ก็เป็นหนึ่งในคนกลุ่มนี้
ต้นปี 2006 (๒๕๔๙) บาสเริ่มได้กลิ่นไม่ดีในตลาดที่อยู่อาศัยของชาวอเมริกัน ซึ่งเขาคิดว่ามันกำลังอยู่ในภาวะฟองสบู่ และเมื่อไปไล่ดูข้อมูลตัวชี้วัดความเสี่ยงหลายตัวของธนาคารใหญ่หลายแห่ง บาสก็พบว่าเศรษฐกิจในภาคการเงินของสหรัฐฯ กำลังมีความไม่ชอบมาพากลหลายอย่าง ธนาคารเหล่านี้มีการสะสมความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
จากศึกษาข้อมูลเหล่านี้ บาสเชื่อว่าฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์กำลังจะแตกและก็จะตามมาด้วยการผิดนัดชำระหนี้ของอเมริกันชนผู้ที่มีความสามารถในการชำระหนี้ต่ำหรือกลุ่มที่เรียกว่าซับไพรม์ (subprime) ซึ่งครั้งหนึ่งคนกลุ่มนี้เคยถูกปฏิเสธการเข้าถึงสินเชื่อบ้านเพราะประวัติการณ์ชำระหนี้ไม่ดี
Hayman Capital ที่บาสเป็นผู้ก่อตั้งเมื่อปลายปี 2005 (๒๕๔๘) ด้วยการระดมเงินทุนจากเพื่อนฝูงได้มาประมาณ 40 ล้านดอลลาร์ จึงเข้าไปทำการกว้านซื้อสินค้าทางการเงินประเภทตราสารอนุพันธ์แบบประกันความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ และขายมันออกไปก่อนที่ฟองสบู่จะแตก
ผลก็คือเฮดจ์ฟันด์ของบาสฟันเงินกำไรจากวิกฤตการณ์ซับไพรม์ไปถึง 100 เท่า เงินทุน $40 ล้านเพิ่มเป็น $4,000 ล้านในระยะเวลาไม่ถึงสองปี
ภายหลังแบ่งปันผลกำไรกันเสร็จสรรพกับพรรคพวกเพื่อนฝูงที่ร่วมลงขันก่อตั้ง Hayman Capital กันแล้ว บาสก็เอาเงินไปซื้อของอยู่สองอย่างคือ ทองคำ กับ ปืน เหตุผลที่บาสหมดเงินจำนวนหนึ่งไปการซื้อปืนมากมายหลายชนิดซึ่งนอกจากจะเป็นเรื่องความชอบส่วนตัวแล้ว นั้นก็เพราะเขาต้องการอาวุธจำนวนหนึ่งไว้เพื่อปกป้องทองคำจำนวนมากที่สะสมเก็บไว้ที่ไร่ของเขาในรัฐเท็กซัส
ในตอนนั้น (ปี 2007/๒๕๕๐) ทองคำน้ำหนักหนึ่งบาทมีราคาประมาณ 13,300 บาทปัจจุบันราคาอยู่ที่ประมาณ 46,000-47,000 บาท
บาสเลือกที่จะเก็บทรัพย์สินเป็นทองคำไว้มากกว่าเงินสด หรือเอาไปลงทุนในสินค้าทางการเงินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าเชื่อถือเพียงใดจากผู้ผลิตรายไหนก็ตาม เพราะหลังจากที่ได้เห็นการเล่นแร่แปรธาตุอันสลับซับซ้อนของนักวิศวกรรมทางการเงิน (financial engineer) หรือลีลาการต้มหมู ย้อมแมว หลอกขายสินค้าของพ่อค้าการเงินในตลาดวอลล์สตรีทแล้ว บาสก็ได้ข้อสรุปว่าขอเก็บทรัพย์สินของตัวเองเป็นทองคำไว้ดีกว่า เพราะอย่างไรเสียมูลค่าของมันก็ธำรงอยู่อย่างสมเหตุสมผลเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ว่าวิกฤตเศรษฐกิจแบบนไหนจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต
นอกจากทองคำแท่งแล้ว บาสยังนำเงินจำนวนหนึ่งไปซื้อทองคำขาว (Platinum) และเหรียญนิกเกิล (Nickel) หรือเหรียญ 5 เซนต์ จำนวน 20 ล้านนิกเกิล เก็บสะสมไว้อีกด้วย (เหรียญนิกเกิลมีมูลค่า 0.05 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 5 เซนต์ ที่มีชื่อเรียกแบบนี้เพราะมีแร่นิกเกิลผสมอยู่ประมาณ 75%) บาสเอาเงินลงทุนหนึ่งล้านดอลลาร์ซื้อเหรียญนิกเกิลมาได้ 20 ล้านนิกเกิล เพราะจากการคำนวณดูแล้ว บาสพบว่ามูลค่าเนื้อแร่โลหะทั้งหมดของเหรียญ 1 นิกเกลมีมูลค่าถึง6.8 เซนต์
บาสเลือกเก็บทรัพย์สินเป็นทองคำแท่งแร่ทองคำขาวและเหรียญนิกเกิล เพราะเขาคิดว่าเงินดอลลาร์สหรัฐหรือเงินตราของรัฐบาล(fiat money) จะมีมูลค่าลดลงเรื่อยๆ
ปี 2008-2009 ช่วงเวลาที่วิกฤตการณ์การเงินสหรัฐฯ กำลังคุกรุ่น บาสทำนายต่อไปว่า…ไม่ใช่เพียงแค่ธุรกิจของภาคเอกชนเท่านั้นที่มีอันต้องล้มละลายไปโดยเฉพาะพวกสถาบันการเงิน แม้กระทั่ง ธนาคาร Lehman Brother (เลห์แมนบราเธอร์) ที่มีอายุยืนยาวมากว่า 158 ปี หรือในภาครัฐ เช่น เมืองทั้งเมือง เคาน์ตี้ทั้งเคาน์ตี้แม้กระทั่งประเทศทั้งประเทศก็อาจจะล้มละลายได้.... (county เป็นหน่วยการปกครองในสหรัฐฯที่ย่อยลงมาจากระดับรัฐ ยกตัวอย่างเช่น ในแต่ละรัฐรัฐหนึ่งอาจจะประกอบด้วย 50, 60 หรือ 70 เคาน์ตี้ก็ได้แล้วแต่รัฐ รัฐนั้น และในแต่ละเคานตี้นั้นก็จะประกอบด้วยเมืองหรือ city อีกหลายๆ เมือง เป็นต้น)
สองปีต่อมา สิ่งเหล่านี้ก็ค่อยๆ เกิดขึ้นจริงตามที่บาสเคยพูดไว้
ปี 2011 Jefferson county ในรัฐอลาบามามีอันต้องเป็นไปด้วยหนี้สะสม $4,000 ล้าน ตามมาด้วยเมือง Stockton ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และ San Bernardino County ในรัฐเดียวกันที่มีหนี้ $1,000 และ $500 ล้านตามลำดับ ในปี 2012 แม้กระทั่งเมืองอุตสาหกรรมรถยนต์อย่าง Detroit ในรัฐมิชิแกนอันเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่บริษัท GM (General Motors) ก็ล้มละลายไปในปี 2013 ด้วยหนี้สะสม $18,000 ล้าน
เมืองในเคาน์ตี้เหล่านี้กลายเป็นเมืองร้างบ้าง อาชญากรเพิ่มขึ้นบ้าง ผู้คนอพยพย้ายไปอยู่ที่เมืองอื่นบ้าง ไปสร้างธุรกิจใหม่ในเคาน์ตี้อื่นบ้าง หรือไปหางานทำในรัฐอื่นๆ เพราะเมื่อรัฐบาลท้องถิ่นเหล่านี้ล้มละลายก็ไม่ค่อยมีเงินเพื่อเอามาใช้ดูแลสารทุกข์สุกดิบให้กับประชาชน เช่น เอามาซ่อมถนนหนทาง เอามาจ้างคนมาดูแลเปลี่ยนหลอดไฟ ซ่อมก๊อกน้ำตามสวนสาธารณะ สนามกีฬา สนามเด็กเล่นคอยดูแลไม่ให้ส้วมเต็มบ้าง ตัดหญ้าสนามฟุตบอล เล็มต้นไม้ให้ดูสวยงาม อะไรต่างๆ เหล่านี้
สาเหตุหนึ่งที่องค์กรปกครองระดับท้องถิ่นเหล่านี้เป็นหนี้ ล้มละลายกันไปตามๆ กันก็เพราะเจ๊งไปกับการเอาเงินไปเป็นทุนในการซื้อตราสารหนี้ที่มีหลักทรัพย์อันเกิดจากกระบวนการแปลงเงินกู้จำนองบ้านด้อยคุณภาพเป็นตัวค้ำประกัน ในยุคที่ฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์กำลังครึกครื้นรื่นเริง ไม่ต่างจากสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ รายย่อยอื่นๆ อีกหลายเจ้าทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร วาณิชธนกิจกองทุนบำนาญ กองทุนรวม กองทุนเฮดจ์ฟันด์ ฯลฯ ด้วยความคิดที่ว่าราคาบ้านในสหรัฐฯ จะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ
นอกจากการล้มละลายของรัฐบาลระดับท้องถิ่นหลายแห่งในสหรัฐฯ วิกฤตการณ์หนี้สาธารณะในหลายๆ ประเทศก็เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ ไคลน์ บาสคาดหมายไว้
....สิ่งที่ผมเป็นห่วงในตอนนี้นั้น มันไม่ใช่แค่บริษัท สถาบันการเงินขนาดใหญ่หรือเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งที่กำลังจะล้มละลาย แต่มันเป็นระดับมหานคร มลรัฐ กระทั่งทั้งประเทศที่ก็อาจจะล้มละลายได้.......
บาสให้สัมภาษณ์ไว้กับนักข่าวในปี 2008 เมื่อเขาเริ่มมีชื่อเสียงในฐานะเป็นบุคคลแรกๆเพียงไม่กี่คนที่มองเห็นเหตุการณ์ล่มสลายของทางการเงินสหรัฐฯและปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรปล่วงหน้า
ดร.ธิติ สุวรรณทัต
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี