อุบัติเหตุซ้ำซากจากโครงการก่อสร้างที่ถนนพระราม ๒ ครั้งล่าสุด ทำให้ผมนึกถึง “The Big Dig” หรือ “โครงการขุดครั้งใหญ่” ซึ่งเป็นอภิมหาโครงการ (Mega-project) การแก้ไขปัญหาจราจรในเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา
บอสตัน เป็นเมืองหลวงของรัฐแมสซาชูเซตส์และเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในเขตนิวอิงแลนด์ (พื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐ มี 6 รัฐ คือ คอนเน ทิคัต นิวแฮมป์เชียร์ เมน แมสซาชูเซตส์ โรดไอแลนด์ และเวอร์มอนต์) โดยมีบอสตันเป็นเมืองเก่าแก่ที่สุด มั่งคั่งที่สุด และมีวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ เป็นศูนย์กลางสำคัญในหลายด้าน เช่น การเงิน การแพทย์ สถานพยาบาล เทคโนโลยี โดยเฉพาะการศึกษาซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุดของอเมริกาอย่าง Harvard University, สถาบันด้านเทคโนโลยีชั้นนำของโลก เช่น MIT, โรงเรียนทางกฎหมายและการทูตที่โด่งดังคือ The Fletcher School of Law and Diplomacy ของ Tufts University หรือ Boston University ที่สมัยหนึ่งชนชั้นนำไทยนิยมส่งลูกหลานไปเรียนที่นี่
“Big Dig” คือชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการของโครงการ “Central Artery/Tunnel” (CA/T Project) อภิมหาโครงการแก้ไขปัญหาวิกฤตจราจรในบอสตัน จากรูปข้างล่างจะเห็นได้ว่า ด้วยความเป็นศูนย์กลางของเขตนิวอิงแลนด์ ถนนทุกสายจึงมุ่งเข้าสู่เมืองบอสตัน พร้อมกับปริมาณรถยนต์จำนวนมหาศาล
ถ้าลองมองย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การแก้ไขปัญหาจราจรของเมืองบอสตัน จะพบว่ามีระยะเวลาเดินทางที่ใกล้เคียงกับเส้นทางการล้มลุก คลุกคลานของประชาธิปไตยในประเทศไทย
ผู้บริหารเมืองบอสตันเริ่มมองเห็นเค้าลางของปัญหาจราจรตั้งแต่ทศวรรษที่ 1930 หรือในช่วงเดียวกับที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ แต่ที่บอสตันเวลานั้น โครงการถนนต่าง/ยกระดับ สะพานข้ามแยก อุโมงค์ลอดทางแยกมุดน้ำมุดดิน ต่างกำลังถูกทยอยก่อสร้างขึ้น เพื่อรองรับปัญหาจราจรที่กำลังจะเกิดขึ้น โครงการต่างๆ เหล่านี้มาเสร็จเอาประมาณทศวรรษที่ 1950 (๒๔๙๓) หรือ 20 ปีถัดมา อย่างไรก็ตาม โครงการเหล่านี้ที่สร้างมาก็ยังไม่สามารถบรรเทาวิกฤตจราจรในมหานครบอสตันไปได้ ขณะที่ปริมาณยวดยานพาหนะในบอสตันและปริมณฑลกลับยิ่งเพิ่มมากขึ้น
อภิมหาโครงการ “Central Artery/Tunnel” (CA/T Project) หรือ “The Big Dig” เริ่มก่อกำเนิดขึ้นในทศวรรษที่ 1970 (๒๕๑๓) อันมาจากข้อเสนอของศาสตราจารย์ ด้านวิศวกรรมโยธา สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) สองคน คือ Bill Reynolds และ Frederic Salvucci ที่ภายหลังได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ของรัฐแมสซาชูเซตส์เพื่อดูแลรับผิดชอบโครงการนี้
ใจกลางเมืองบอสตันที่มีถนน-ซุปเปอร์ไฮเวย์อยู่ข้างใต้ โดยข้างบนมหานครบอสตันที่มี Central Artery/Tunnelใต้ดินเชื่อมต่อไปยังทุกพื้นที่
แนวคิดเรื่อง “The Big Dig” หรือ “การขุดครั้งใหญ่”ของศาสตราจารย์ทั้งสองก็คือ... ความคิดที่จะย้ายถนนสายหลักสำคัญๆ อันมาจากทั่วทุกสารทิศ แล้วมาวิ่งพาดผ่านใจกลางมหานครบอสตัน ให้ลงไปอยู่ในใต้ดิน ……ซึ่งการที่จะสร้างไฮเวย์-ซุปเปอร์ไฮเวย์ ที่มีขนาดตั้งแต่ 6 เลน ไปจนถึง10 เลน เพื่อให้รถลงไปวิ่งกันใต้เมืองบอสตันทั้งหมดนั้นจะต้องเกิด “การขุดเจาะอุโมงค์” (Tunnel) ครั้งใหญ่ใต้มหานครนี้ และการสร้างระบบคมนาคมใต้ดินครั้งนี้ ก็ไม่ใช่การสร้างถนนเพียงแค่เส้นเดียวหรือสองเส้น แต่เป็นการสร้างแบบเชื่อมต่อที่แตกกระจายไปทั่ว เพื่อระบายรถออกไปจากมหานครบอสตัน เปรียบเช่นเดียวกับ ระบบเส้นเลือดแดงในร่างกายมนุษย์ (Central Artery) ที่นำเลือด (รถ) จากหัวใจ (ใจกลางมหานครบอสตัน) ออกไปหล่อเลี้ยงที่อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย (ปริมณฑลเมืองบอสตัน)
ด้วยเหตุผลดังกล่าว โครงการนี้จึงมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Central Artery/Tunnel” (CA/T Project)หรือเรียกกันง่ายๆ ทั่วไปว่า “The Big Dig”
“Big Dig” เป็นโครงการระบบคมนาคมที่ใช้งบประมาณการก่อสร้างมากที่สุดของสหรัฐฯ และเป็นโครงการที่อื้อฉาวที่สุดโครงการหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศ ไม่ต่างจากมหากาพย์โครงการก่อสร้างถนนพระราม ๒ ของไทย เพราะทั้งสองโครงการนี้มีอะไรหลาย ๆ อย่างที่คล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาการก่อสร้างที่ยาวนานเกินกว่ากำหนด งบประมาณที่บานปลาย ความผิดพลาดในการก่อสร้างและการออกแบบ การบริหารโครงการที่ขาดประสิทธิภาพการคอร์รัปชั่น การใช้วัสดุที่ไม่ได้มาตรฐาน ไปจนถึงความสูญเสียชีวิตของคนงานและผลกระทบอื่นๆ ระหว่างการก่อสร้าง
ถึงแม้แนวความคิดโครงการ “Big Dig” จะเกิดขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1970 แต่การก่อสร้างจริงๆ ก็มาเริ่มในปี 1987 โดยประมาณค่าใช้จ่ายไว้ 2,800 ล้านดอลลาร์และกำหนดสร้างเสร็จในปี 1998 แต่กว่าจะสร้างเสร็จจริงๆ ก็ปี 2007 ด้วยงบที่บานปลายไปถึง 15,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งยังไม่รวมดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายอีกประมาณ 7,000 ล้านดอลลาร์ และตลอดระยะเวลา 20 ปีของการก่อสร้าง “Big Dig” ชาวบอสตันต่างได้รับผลกระทบกันไปถ้วนหน้าทั้ง ไฟฟ้าดับ น้ำประปาไม่ไหล มลพิษ ฝุ่นควัน ธุรกิจร้านค้าหลายแห่งต้องปิดไป
ทำเป็นสวนสาธารณะยาวปกคลุมคู่ขนานกันไปกับถนนที่อยู่ใต้ดิน
ปี 2006 หนึ่งปีก่อนโครงการ “Big Dig” จะเสร็จสมบูรณ์ ได้เกิดอุบัติเหตุแผงเพดานคอนกรีตหล่นลงมาทับรถ ทำให้ผู้โดยสารในรถเสียชีวิตหนึ่งคน ส่วนสามีที่เป็นคนขับได้รับบาดเจ็บ....หลังเกิดเหตุการณ์สามวันก็มีเสียงเรียกร้องจากสาธารณชน สื่อมวลชน ประธานวุฒิสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎรของรัฐแมสซาชูเซตส์ให้ผู้ว่าการทางพิเศษ รัฐแมสซาชูเซตส์แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก ขณะที่ผู้ว่าการรัฐกับอัยการสูงสุดก็เตรียมยื่นเรื่องถอดถอนผู้ว่าการทางพิเศษออกจากตำแหน่งหลังจากการพยายามยื้อเวลาได้ไปเพียงแค่เดือนเดียวผู้ว่าการทางพิเศษรัฐแมสซาชูเซตส์ก็ต้องยอมลาออกจากตำแหน่ง
หนึ่งปีหลังเหตุการณ์นี้ ผลการสอบสวนของคณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งชาติพบว่าเป็นความผิดพลาดของบริษัท Power Fasteners หนึ่งในบริษัทผู้รับเหมารายย่อยที่นำเอาวัสดุที่ผิดและไม่ได้มาตรฐานมาใช้ในการก่อสร้าง จึงสั่งปรับเป็นเงิน 16 ล้านดอลลาร์ พร้อมกับต้องชดเชยให้กับครอบครัวผู้ตายและบาดเจ็บอีก 6 ล้านดอลลาร์ แต่ยังไม่จบเพียงเท่านั้น ต่อมา สำนักอัยการ รัฐแมสซาชูเซตส์ ได้เดินหน้าฟ้องบริษัทผู้รับเหมาทั้งรายใหญ่และรายย่อยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุครั้งนี้ จนทำให้บริษัทผู้รับเหมาเหล่านี้ต้องจ่ายเงินชดเชยให้กัรัฐแมสซาชูเซตส์รวมกันแล้วกว่า 458 ล้านดอลลาร์ และอีก 28 ล้านดอลลาร์ ให้กับครอบครัวผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต
ตัวอย่างข้างต้นเป็นอุบัติเหตุเพียงแค่ครั้งเดียวจากนับพันครั้งที่เกิดขึ้นระหว่างการก่อสร้าง “The Big Dig”นับตั้งแต่โครงการนี้ถูกคิดขึ้นมาดังๆ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๓ แต่มาเริ่มสร้างเมื่อปี ๒๕๓๐ และเสร็จสมบูรณ์ในปี ๒๕๕๐ หรืออีกยี่สิบปีต่อมา
ขณะที่ถนนพระราม ๒ นั้นก็เริ่มสร้างปี พ.ศ.๒๕๑๓ ในสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี แต่จนถึงปัจจุบันผ่านมาแล้วห้าสิบห้าปี มหากาพย์ถนนพระราม ๒
ก็คงยังดำเนินต่อไปและไม่รู้ว่าจะจบสิ้นเมื่อไร โดยล่าสุด ข้อมูลจากกรมทางหลวง ระบุสถิติการเกิดอุบัติเหตุนับตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ ถึง ปัจจุบัน พบว่า เกิดอุบัติเหตุรวมแล้วมากกว่า ๒,๕๐๐ ครั้ง มีผู้เสียชีวิต ๑๔๓ ราย และมีผู้บาดเจ็บ ๑,๔๔๑ ราย ซึ่งผมก็ไม่มีข้อมูลว่าผู้เสียชีวิตร้อยกว่าคนและผู้บาดเจ็บพันกว่าคนนี้ ได้รับค่าชดเชยเยียวยากันอย่างไรบ้าง แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ไม่เคยมีรัฐมนตรี อธิบดี ผู้ว่าการทางพิเศษ หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงสักคนที่ต้องลาออกจากตำแหน่ง เพื่อแสดงความรับผิดชอบกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นสองพันกว่าครั้งในรอบแปดปีที่ผ่านมานี้เลย
ดร.ธิติ สุวรรณทัต
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี