เมื่อวานนี้ ครม.เห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ. เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ส่งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต่อไป
โดยร่างที่ผ่านมติ ครม. เป็นร่าง พ.ร.บ. ที่ผ่านการทำกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
กำหนดเงื่อนไขว่า บุคคลสัญชาติไทย ซึ่งจะเล่นพนันในกาสิโน ต้องมีเงินฝากในบัญชีเงินฝากประจำไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท ต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 6 เดือน และผ่านการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ คกก. บริหาร กำหนด
ถือเป็นการนับหนึ่ง การเปิดกาสิโนภายใต้เงื่อนไข เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ โครงการขนาดใหญ่มูลค่ากว่าแสนล้านบาท
1. นายกฯ อุ๊งอิ๊งค์ แถลงยืนยันว่า ครม.เห็นตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ ร่างพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร
วัตถุประสงค์ต้องการสร้างการท่องเที่ยวแบบใหม่ ไม่ต้องรอการท่องเที่ยวตามฤดูกาล
ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นกว่า 8 หมื่นราย
ซึ่ง 80% เห็นด้วย
“อยากจะอธิบายให้เข้าใจว่า เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ไม่เท่ากับกาสิโน เพราะในเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ มีกาสิโนไม่เกิน 10% อีก 90% เป็นฮอลล์คอนเสิร์ตขนาดใหญ่ความจุ 5 หมื่นคน และอินดอร์สเตเดียม ซึ่งประเทศไทยไม่เคยมีสถานที่รองรับคอนเสิร์ตใหญ่ขนาดนั้นได้
...นอกจากนี้ ยังมีสวนน้ำ โรงแรม ร้านอาหาร คาดว่าจะสร้างรายได้ 119,000-238,000 ล้านบาท
จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้น 5-10% ต่อปี
รัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 12,000 -39,000 ล้านบาทต่อปี
และเก็บภาษีจากธุรกิจอื่น 8,000-35,000 ล้านบาทต่อปี
ภาษีของกาสิโนขั้นต่ำ 3,264 ล้านบาทต่อปี
มีการจ้างงานและอาชีพใหม่ๆในประเทศเพิ่มขึ้น
รัฐบาลจะสามารถเก็บภาษีจาก กาสิโน และธุรกิจอื่นๆที่อยู่ในนั้นได้ด้วย เพื่อนำมาพัฒนาประเทศ
และที่สำคัญจะมีกฎหมายควบคุมป้องกันการติดการพนันและกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด
เรื่องนี้ถือเป็นโอกาสของประเทศ
อย่าไปโฟกัสของฟลอร์เดียวของอันนั้น...” – นายกฯ กล่าว
2. ในรายละเอียด ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ
เดิม ครม. มีมติ (13 ม.ค.2568) อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่จัดทำโดย กระทรวงการคลัง และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาต่อไป
หลังจากนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ยังคงมีหลักการตามที่ ครม.อนุมัติไว้ แต่คณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรายละเอียดให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น ได้แก่
1. กำหนดให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้รักษาการตามกฎหมายร่วมกัน (เดิมกำหนดให้เป็นนายกรัฐมนตรี)
2. เพิ่มเติมหน้าที่และอำนาจของ คกก. นโยบาย ในการพิจารณาเรื่องสำคัญที่ต้องเสนอ ครม. เช่น เสนอแนะนโยบายการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือการกำหนดพื้นที่ประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร เพื่อประกอบการพิจารณาของ ครม.
3. แก้ไขกลไกการได้มาซึ่งผู้อำนวยการ โดยให้ คกก. นโยบายแต่งตั้ง (จากเดิม คกก. นโยบายแต่งตั้ง โดยความเห็นชอบของ ครม.)
4. กำหนดกรอบนโยบายสถานบันเทิงครบวงจรที่ คกก. นโยบายเสนอแนะต่อ ครม.อย่างน้อยต้องประกอบด้วย * 1.การกำหนดจำนวนใบอนุญาต * 2.พื้นที่ที่จะอนุญาตให้ตั้งสถานบันเทิงครบวงจร * 3. หลักเกณฑ์การพิจารณาร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน * 4. มาตรการป้องกัน แก้ไข และเยียวยาผลกระทบอันอาจเกิดขึ้นจากการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร
5.กำหนดเพิ่มเติมให้พื้นที่ที่จะอนุญาตให้ตั้งสถานบันเทิงครบวงจรต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ประกอบด้วย
6. (กำหนดใหม่) ให้กำหนดสัดส่วนพื้นที่ของกาสิโน โดยเฉพาะสถานที่จัดให้มีการเล่นพนันซึ่งจะต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของที่ดินหรือพื้นที่ใช้สอยของอาคารอันเป็นที่ตั้งของสถานบันเทิงครบวงจร แล้วแต่กรณีใดจะน้อยกว่ากัน
7. (กำหนดใหม่) กำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจสถานบันเทิงถือว่าเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตเกี่ยวกับการก่อสร้างและใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจตามประเภทธุรกิจที่ระบุไว้ในใบอนุญาต และให้ถือว่าผู้ได้รับใบอนุญาตที่จัดให้มีกาสิโนเป็นสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
8. (กำหนดใหม่) กำหนดให้ คกก. นโยบาย กำหนดหลักเกณฑ์เพื่อควบคุมการประกอบการกาสิโนโดยต้องมี
(8.1) การจัดให้มีมาตรการป้องกันการฟอกเงิน (8.2) ระบบควบคุมกาสิโน ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ และ (8.3) มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอันเกิดจากกาสิโน (เดิมไม่มี)
9. กำหนดให้บุคคลสัญชาติไทยซึ่งจะเล่นพนันในกาสิโนต้องมีเงินฝากในบัญชีเงินฝากประจำไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท ต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 6 เดือน และผ่านการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ คกก. บริหาร กำหนด (เดิมกำหนด ห้ามเฉพาะผู้มีสัญชาติไทยซึ่งยังมิได้ลงทะเบียนและชำระค่าธรรมเนียมตามที่ คกก. กำหนด)
10. (กำหนดใหม่) ห้ามผู้รับใบอนุญาตหรือบุคคลใดจ้างหรือให้ผลประโยชน์ตอบแทนอื่นใดแก่บุคคลอื่น หรือเพิ่มยอดหรือจำนวนคนเล่นพนันในกาสิโน หรือเพื่อเพิ่มจำนวนเงินที่ใช้จ่ายในการเล่นพนันในกาสิโน (เดิมไม่มี)
11.เพิ่มเติมมาตรการปรับเป็นพินัย เช่น ผู้รับใบอนุญาตที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้อำนวยการที่สั่งให้ปฏิบัติข้อกำหนด และปล่อยปละละเลยหรือยินยอมให้บุคคลต้องห้ามเข้าไปในกาสิโน
12.เพิ่มเติมลักษณะการกระทำความผิดที่จะได้รับโทษทางอาญา เช่น การจัดให้มีการเล่นพนันในกาสิโนผ่านการเชื่อมต่อระบบคอมพิวเตอร์ หรือถ่ายทอดการเล่นพนันในกาสิโน และกระทำการที่เป็นการเพิ่มยอดหรือเพิ่มจำนวนคนเล่นพนันหรือเพิ่มจำนวนเงินที่ใช้จ่ายในการเล่นพนันในกาสิโน
3. จะเห็นว่า มีการเพิ่มเติมเงื่อนไขรายละเอียดที่เข้มงวดขึ้นหลายประการ
มีกำหนดให้มีมาตรการป้องกันฟอกเงิน มีเงื่อนไขข้อจำกัดคนไทยที่จะเข้าไปเล่น ฯลฯ
ถ้าตามเงื่อนไขนี้ จะมีคนไทยที่มีโอกาสเข้าไปเล่นกาสิโนในเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์นี้ ไม่ถึง 3 หมื่นคน
เพราะข้อมูลยอดคงค้างเงินรับฝากในระบบธนาคารพาณิชย์ไทย จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า มีบัญชีเงินฝากที่มียอดเกินกว่า 50 ล้านบาทขึ้นไป จำนวน 30,629 บัญชี (รวมบัญชีนิติบุคคลด้วย) คิดเป็นมูลค่าเงินฝากรวมทั้งสิ้น 6.55 ล้านล้านบาท
ในรายละเอียด ยังพบอีกว่า กลุ่มผู้ฝากเงินระดับ 50-100 ล้านบาท มีจำนวนมากที่สุดถึง 16,530 บัญชี รวมมูลค่าเงินฝาก 1.16 ล้านล้านบาท
กลุ่มผู้ฝากเงิน 100-200 ล้านบาท จำนวน 7,824 บัญชี มูลค่ารวม 1.08 ล้านล้านบาท
กลุ่มผู้ฝากเงินระดับ 200-500 ล้านบาท มีจำนวน 4,237 บัญชี มูลค่ารวม 1.30 ล้านล้านบาท
และกลุ่มผู้ฝากเงินตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป มีจำนวนบัญชี 2,038 บัญชี แต่มีมูลค่าเงินฝากสูงถึง 3 ล้านล้านบาท
ย้ำว่า ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาที่มีเงินฝากเกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป ต่อเนื่อง 6 เดือน มีอยู่ไม่ถึง 3 หมื่นคน
4. อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวล คือ การเปิดช่องให้เกิดแหล่งฟอกเงิน หรือไม่?
แม้จะมีเงื่อนไขให้มีมาตรการป้องกัน แต่จะครอบคลุมหรือไม่ เพราะทั่วโลก ก็ยังมีปัญหานี้อยู่ โดยเฉพาะในประเทศที่มีปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย
ยกตัวอย่าง
รายงาน “บ่อนกาสิโน การฟอกเงิน เงินนอกกฎหมาย และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติในเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้:ภัยคุกคามซ่อนเร้นและเร่งขยายตัว” เล่มนี้แปลจาก Casino, Money Laundering,Underground Banking,and Transnational Organized Crime in East and Southeast Asia : A Hidden and Accelerating Threat ซึ่งจัดทำโดย United Nations Office on Drugs and Crime (UNODC)
ประเด็นในหนังสือ ทั้งเรื่องบ่อนกาสิโน การฟอกเงิน และองค์กรอาชญากรรมในแถบลุ่มแม่น้ำโขงและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างมาก
“...ปัญหากาสิโนออนไลน์และการหลอกลวงทางไซเบอร์ ซึ่งมีฐานที่ตั้งในบริเวณชายแดนหลายประเทศ กำลังขยายตัวเป็นอย่างมาก และถือเป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทยเป็นอย่างมาก จากการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย มีความสลับซับซ้อน และความสามารถในการพัฒนาของระบบโครงสร้างพื้นฐานทางไซเบอร์ ทำให้สามารถเคลื่อนย้ายเงินตราทั้งที่ถูกและผิดกฎหมายได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องระบุตัวตน
จึงสามารถหลบซ่อนเงินสกปรกที่เกิดจากการฉ้อโกงและเงินผิดกฎหมายต่างๆ จากการติดตามของผู้รักษากฎหมายได้ กลายเป็นระบบสถาปัตยกรรมทางการเงินที่ส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจผิดกฎหมายในวงกว้าง และดึงดูดเครือข่ายใหม่ๆ ผู้ให้บริการรายใหม่ๆ เข้ามาในระบบนิเวศของอาชญากรรมในแถบลุ่มแม่น้ำโขงและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มมากขึ้น...”
วันจันทร์ มาคุยกันต่อ เรื่องนี้โดยตรง
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี