ในช่วงประมาณ 500 ปีที่ผ่านมา ประเทศทั้งหลายทั่วโลกส่วนใหญ่ต่างตกเป็นอาณานิคมของฝ่ายยุโรปตะวันตก โดยแทบทั้งหมดก็ได้รับอิทธิพลทางความคิด และการบริหารจัดการ
บ้านเมือง รวมทั้งการขับเคี่ยวกันในเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองดังที่ทราบกันทั่วไป
ส่วนมากการบริหารจัดการบ้านเมืองจะเป็นในรูปแบบของเสรีนิยม สังคมนิยม หรือชาติพันธุ์นิยม หรือศาสนานิยมใดก็ตาม โดยแต่ละสังคมประเทศต่างๆ ก็มักจะลืมเลือนระบบความคิด ความเชื่อถือและประเพณีปฏิบัติทางวัฒนธรรมของตนเอง หรือบ้างที่ไม่สามารถที่จะผสมผสานแนวคิดของฝ่ายยุโรปตะวันตกกับแนวคิดดั้งเดิมของสังคมตนเองได้ ก็ได้มีการละทิ้งขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมไป
การณ์ทั้งหมดได้นำโลกไปสู่ทิศทางของการรวมศูนย์อำนาจให้อยู่ในมือของกลุ่มชนน้อยนิด ไม่ว่าจะมาในเส้นทางของเสรีนิยม หรือสังคมนิยมก็ตาม ซึ่งเป็นการแบ่งแยกให้สังคมทั้งหลายเป็นสังคมที่ประกอบด้วยชนชั้นปกครอง และชนชั้นผู้อยู่ใต้การปกครองเท่านั้น อีกทั้งชนชั้นปกครองก็มักจะมุ่งเสริมสร้างและขยายอำนาจมากกว่าที่จะรับใช้ และตอบสนองความต้องการของประชาชนพลเมืองผู้อยู่ใต้การปกครอง
นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่องความล้มเหลวของหลักธรรม ที่ก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น การบิดเบือนข้อเท็จจริง การโกหกพกลมหลอกลวงเป็นที่ตั้ง สังคมต่างๆ จึงไร้ทิศทางและไร้อนาคต ผู้คนหวาดผวา อดสูและท้อแท้ใจ ดูสิ้นหวัง
สังคมไทยเราเองก็ตกอยู่ในสภาพการณ์ที่ไม่น่าพึงปรารถนาดังกล่าวนี้ เพราะเราต่างคิดที่จะนำเอาแต่ความคิดอ่านของฝ่ายยุโรปตะวันตกมาใช้ทั้งดุ้น ซึ่งจากผลที่เห็นวันนี้ เราเองดันใช้มันไม่เป็น หรือมิได้เพียรพยายามที่จะใช้มันให้ถูกต้อง โดยการพัฒนาตนเองและปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ด้วยการปรึกษาหารือกันอย่างจริงใจและจริงจัง แทนการคิดอ่านแบบ “พวกใครพวกมัน”
สังคมไทยจะเป็นไปอย่างนี้อีกไม่ได้ เพราะจะมีแต่ความถดถอย ล้าหลัง ล้าสมัย และการไร้ซึ่งราคา ทั้งที่สังคมไทยมีอารยธรรม ประเพณีวัฒนธรรมของตนเอง ที่เริ่มต้นที่การมีและยึดกับหลักธรรม ทั้งในเรื่องการบริหารปกครองและการดำรงชีวิตประจำวัน ฉะนั้นก็ถึงแก่เวลาที่ไทยเราจะกลับไปทบทวนตนเอง แล้วเริ่มต้นกันใหม่
ไทยเรามีข้อคิดซึ่งจะเรียกว่า ปรัชญาทางการเมืองก็ว่าได้ นั่นคือหลักทศพิธราชธรรม 10 ประการ ซึ่งประกอบด้วยคำว่า ทาน ศีล บริจาคความซื่อตรง ความอ่อนโยน ความเพียร ความไม่โกรธ ความไม่เบียด ความอดทน ความเที่ยงธรรม (ผู้ที่สนใจสามารถไปค้นหาข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมได้อย่างสะดวกในสิ่งตีพิมพ์ และในอุปกรณ์สื่อสารสมัยใหม่) ความคือผู้ปกครองบ้านเมืองจะต้องปฏิบัติตนในธรรม และด้วยธรรม มีความเมตตาโอบอ้อมอารีเห็นอกเห็นใจ และตอบสนองลูกบ้าน เพื่อความร่มเย็น ความผาสุก และความเจริญก้าวหน้าของสังคมร่วมกัน ส่วนฝ่ายลูกบ้านก็ต้องปฏิบัติและดำรงชีวิตโดยชอบร่วมกัน
ก็เป็นความจำเป็นแล้ว ที่สังคมไทยเราจะกลับไปทำความรู้จักกับหลักทศพิธราชธรรม ให้มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และนำไปปฏิบัติได้ไม่ว่าในการยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ดี และในการเล่าเรียนศึกษาในทุกระดับชั้นไปจนถึงการฝึกอบรมและปฐมนิเทศ การเข้าทำงานทำการต่างๆ ระหว่างนี้ผู้ใดที่มีความสามารถก็ควรจะออกมาช่วยกันรณรงค์ โดยจุดเริ่มต้นที่สำคัญก็คือ ในแวดวงวิชาการ แวดวงสื่อสาธารณะ และสำนักงานข้าราชการพลเรือน และแวดวงยุติธรรม เป็นต้น
ไทยเรามีของดีอยู่แล้วอย่างหลักทศพิธราชธรรม ซึ่งมิใช่แต่จะดีเท่านั้น แต่ยังประเสริฐมากด้วย ในการกำหนดกรอบที่เหมาะสมแก่ผู้ปกครอง ผู้บริหารประเทศ และฉะนั้นก็ไม่ควรปล่อยให้เสียของอีกต่อไป ควรจะได้นำมาประยุกต์ใช้กับการเมือง การปกครองไทยกันเสียที
กษิต ภิรมย์
kasitfb@gmail.com
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี