ได้ฟังรัฐมนตรีหน้าแดง “พี่เลี้ยงคุณหนู-ลูกสาวเจ้านาย” ที่มีหน้าที่ต้องกระเตง “แพทองธาร ชินวัตร” อยู่ในเอว อุ้มไว้แนบอก ป้อนข้าวป้อนน้ำ ทั้งที่โตจนลูกสองผัวหนึ่งแล้ว กลุ้มใจฉิบหาย
ใช่จ้ะ พ่อเอ๊ยแม่เอ๊ย ฉันกำลังพูดถึง นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
เนี่ย... ถ้าฉันนำเรื่องนี้ไปเล่าให้ยายแฟงฟังล่ะก็ แกต้องตะโกนสวนมาทันทีว่า “ไอ้ชิบผาย”
ก็จะไม่ให้ยายแฟงแกพูดอย่างนั้นได้อย่างไรเล่า พ่อคุณแม่คุณเอ๊ย ในเมื่อ “นายภูมิธรรม” กล่าวถึงกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรเตรียมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ…. หรือเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ในวันที่ 9 เม.ย.นี้ ขณะที่มีการเคลื่อนไหวต่อต้านทั้งในและนอกสภาฯ จะทำให้ร่างกฎหมายดังกล่าวพับลงไปหรือไม่ว่า
รัฐบาลทำหน้าที่ ก็พยายามดูเงื่อนไขต่างๆ หากพรรคฝ่ายค้านมีความเห็นก็ควรจะสู้กันในสภาฯ ในการเสนอความเห็นที่แตกต่างกัน เพื่อให้สภาฯ พิจารณา เพราะเมื่อเรายอมรับในระบอบประชาธิปไตย และยอมรับว่า กระบวนการรัฐสภาฯ คือ จุดสำคัญในการแก้ไขปัญหา ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของรัฐสภา ไม่ใช่ว่าความเห็นในสภาฯ “ไม่ตรงกับฉัน ฉันไม่เอา ฉันก็ไปเดินนอกสภาฯ อย่างเดียว”
1) ไอ้ชิบผายที่ 1 พรรคเพื่อไทย ไม่เคยออกไปก่อการ การเมืองและการชุมนุม “นอกสภา” เลยเรอะ ใช้เวทีสภาตลอดเลยรึไง กูเห็นใส่เสื้อแดงแปร๊ดเผาบ้านเผาเมือง เผาศาลากลาง ติดคุกติดตะรางกันตั้งไม่รู้เท่าไหร่ โดยที่ “นายใหญ่” ของมึงก็วีดีโอคอลมาจากเมืองนอก ยุยงปลุกปั่นสารพัดตอนม็อบ นปช. ชุมนุม ตอนทำลายการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน กูก็ไม่เห็นคนอย่างมึงตำหนิประณามอะไรเลย แกนนำ นปช. ได้มาเป็น สส. มาเป็นรัฐมนตรีก็มี จนปัจจุบัน บางตัวเป็น “ที่ปรึกษาของนายกฯ” ยังมีเลย
อย่าไปว่ายายแฟงแกหยาบคายเลยนะพ่ออ้วนนะ ที่แกบ่นฝากฉันมาอย่างนี้ แกคนโบราณ จริงใจ ไม่เจ้าเล่ห์ลิ้นสองแฉกเหมือนคนรอบตัวท่าน หรือ “คนในกระจก” ที่ท่านอาจได้เจอบ่อยๆ
พ่ออ้วนก็ต้องเข้าใจนะ ว่า เมื่อสภามันไม่ใช่ที่ “ให้คำตอบ” หรือ “เปิดให้มีส่วนร่วมอย่างสุจริต” พื้นที่สื่อก็ดี พื้นที่นอกสภาก็ดี มันก็เป็น “เสรีภาพ” ที่จะใช้ได้ ภายใต้ “ขอบเขตของกฎหมาย” และต้อง “รับผิดชอบในทุกการกระทำและคำพูด” เอาเถอะพ่อ อย่างน้อยๆ ตอนนี้ ฉันก็ไม่เห็นพรรคฝ่ายค้าน เขายุใครไปหน้าศาลากลาง เหมือน “นายทักษิณ ชินวัตร” ของท่านเลย สุดท้าย ศาลากลางจังหวัดถูกเผาไปกี่จังหวัดล่ะ พ่ออ้วนในฐานะรองนายกฯ และรัฐมนตรี พ่ออ้วนก็ผมสองสีแล้ว อายุเยอะแล้ว ผ่านวิกฤตการณ์หลายครั้งในแผ่นดินมาแล้ว ก่อนทิ้งร่างอ้วนๆ เป็นเถ้าถ่าน พ่ออ้วนช่วยกันทำการเมืองที่มัน “ไม่ลุแก่อำนาจ” ไม่เป็น “เผด็จการรัฐสภา” หาเหตุหาผล ฟังประชาชน จนได้ข้อยุติที่ไม่เป็นปัญหาจะไม่ดีกว่ารึ? นี่ฉันก็แนะด้วยความหวังดีนะพ่อนะ
2) นายภูมิธรรม กล่าวว่า แต่กระบวนการที่มาจากนอกสภาฯ ตนเองไม่ว่า และไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งถือเป็นสิทธิของประชาชน ตามระบอบประชาธิปไตย เพียงแต่อย่ามองแค่ว่า การมายืนอยู่หน้าสภาฯ แล้วเหมารวมว่า นี่คือเสียงของประชาชน เพราะเสียงของประชาชนที่แท้จริงคือ ทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นอยากให้มีกระบวนการที่ชัดเจนว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นอย่างไร เพราะเท่าที่ไปดูประชาชนในต่างจังหวัด ประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ได้คิดอย่างที่ฝ่ายค้านคิด ดังนั้นเสียงของประชาชนดีที่สุด
3) ไอ้ชิบผายที่ 2 พ่ออ้วนเอ๊ย! อย่าไปโกรธยายแฟงแกเลยนะ แกคงหงุดหงิดว่า รายชื่อประชาชนที่นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม รวบรวมมาเป็นแสน รายชื่อที่กองทัพธรรมบอกว่า ประชาชนไม่เอาด้วยกับการเปิดกาสิโน ก็อักโขอยู่ พ่ออ้วนเคย “ไยดี” เคย “ให้ค่า” ว่าเป็น “เสียงประชาชน” บ้างไหมเล่า การมายืนอยู่หน้าสภาของ คปท. กองทัพธรรม ศปปส. และพรรคพลังประชารัฐก็มาร่วมประกาศคัดค้าน ประกาศลงถนนกับประชาชน เพื่อไม่เห็นประเทศไทยมีบ่อนกาสิโส มีการพนันออนไลน์ถูกกฎหมาย เขาก็มายืนภายใต้กฎหมาย แสดงสิทธิแสดงเสียง เหมือนฝ่ายที่หนุนท่านในการรับฟังความคิดเห็น แล้วตัวเลขเปอร์เซ็นต์ออกมาเกือบจะเท่ากันเป๊ะในทุกๆ หัวข้ออย่างน่าเคลือบแคลงนั่นเหละ พ่อก็หัดใจกว้าง ซื่อสัตย์สุจริตต่อการ “นับเสียง” บ้างเถอะนะพ่อนะ เป็นใหญ่เป็นโตถึงเสนาบดี ก่อนหน้านี้ที่เข้าร่วมกับคอมมิวนิสต์ พ่ออ้วนก็ไม่ใช่คอมฯหางแถวนี่หนา ทำไมหูพ่อตาพ่อ จึงขุ่นจึงขวางไปหมดเช่นนี้เล่า
4) นายภูมิธรรมยังกล่าวอีกว่า ส่วนกระบวนการในรัฐสภา ฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลก็ดำเนินการกันไป เรื่องนี้เปิดกว้างอยู่แล้ว ซึ่งให้ใช้กระบวนการของรัฐสภาในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง และอะไรที่เป็นประโยชน์กับประเทศก็ยึดตรงนั้นเป็นหลัก และอะไรที่จะทำให้รัดกุมขึ้นก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ
5) พ่ออ้วนเอ๊ย พ่อคุณพ่อทูนหัว ในสภาก็ทำกันอยู่ไม่ใช่เหรอ ทำแบบ “ตำตา” ประชาชนเลยว่า เอาเสียงข้างมากลากไป ไม่เปิดโอกาสให้ “เสียงข้างน้อย”
ได้ดำเนินไปอย่างมีวุฒิภาวะ ถึงที่สุด โหวตยังไงพ่อก็ชนะ เพราะพรรคร่วมเขาก็ “เชื่อง” กับนายของพ่อจะตายไป แล้วทำไมพ่อจะต้องร้อนรน เร่งรีบ ทำทุกวิถีทางที่จะ “ลัดคิว” พ.ร.บ.กาสิโนที่พ่อและนายของพ่ออยากได้นักหนาขึ้นมาจนน่าเกลียด คนเขาก็ติฉินนินทา พ่อชนะแล้วจากกระบวนการของพ่อในสภา พ่อก็น่าจะพอใจและหุบปากไปเนอะ เดี๋ยวยายแฟงแกก็ด่าว่า “ไอ้ชิบผาย” เอาอีกดอก พ่อเอ๊ย!! พ่อจะมาพิรี้พิไรให้คนเห็นน้ำใจพ่อเพิ่มขึ้นไปไยอีก
6) นายภูมิธรรม ย้ำว่า การเดินหน้าร่างกฎหมายดังกล่าว ถือเป็นการหามาตรการปกป้องให้ดี ไม่ใช่มาคัดค้านหัวชนฝา เพราะจริงๆ แล้ว ไม่ใช่การยุยงให้คนเข้ามาใช้ หรือติดการพนัน เพราะไม่ใช่ใครก็เข้ากาสิโนได้ เด็กที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์ก็ไม่สามารถเข้าได้ หรือรายได้น้อยกว่าเกณฑ์ก็เข้าไม่ได้ ซึ่งทุกอย่างไม่ได้มีขาวไม่ได้มีดำเพียงอย่างเดียว ต้องใช้มาตรการแก้ไขปัญหาดีกว่า มาคัดค้านโดยที่ไม่รู้อะไร และโลกวันนี้สิ่งสำคัญ สหรัฐอเมริกามีมาตรการด้านภาษี ถือเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก เพราะจะกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงกับประเทศต่างๆ ไม่ว่า จะใหญ่ หรือเล็ก อย่างประเทศสิงคโปร์ ที่นายกรัฐมนตรีได้ออกมาแจ้งเตือนประชาชน เตรียมตัวรับมือกับผลกระทบ ซึ่งขนาดสิงคโปร์โดนเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพียง 10% แต่ประเทศไทยโดนถึง 36% ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เพิ่มรายได้ สร้างเม็ดเงินให้มากขึ้นในระบบ
7) แล้วพ่อจะหงุดหงิดงุ่นง่านเป็น “คนแก่เอาแต่ใจ”ไปทำไมล่ะพ่อ ใครเขาว่าอย่างไรก็ฟังเขา แล้วพ่อก็ไปพูดในสภาให้เขาเข้าใจสิพ่อเอ๊ย เหมือนที่พ่ออยากให้เขาสู้กับพ่อที่ในสภาไง พ่อมาบ่นมาพล่ามอะไรอยู่ตรงนี้เล่า
พ่ออ้วนต้องเข้าใจนะว่า คนอื่นๆ เขาก็มีร่างกฎหมายที่เขาดูได้ อ่านเป็น เขามีแง่มุมใดที่กังวล สงสัย เป็นห่วง เขาก็ถาม ก็แย้ง ก็วิจารณ์ เขาไม่ใช่
“หมาบ้านจันทร์ส่องหล้า” ที่ได้แค่ “เลีย” แค่ “หมอบ”แค่ “กระดิกหาง” แล้วรอ “อาหารเม็ด” ที่“นายใหญ่” เขาจะโปรยปรายให้ ดังนั้น ให้เขาพูดเถอะพ่ออ้วน กฎหมายมันจะได้รอบคอบ อย่าเที่ยวไปปิดปากคนอื่นเขานักเลยพ่อ
8) ยายแฟงแกคงจะเกือบหัวใจวายเชียวล่ะพ่อ กับการที่พ่อบอกว่า จะใช้ “กาสิโน” สู้กับปัญหากำแพงภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้าที่อเมริกาทำกับประเทศของเรา แหม...พ่ออ้วนขา ดิฉันก็เป็นแค่ห่านมิใช่หงส์ ดิฉันเข้าใจไปตามประสาฉันว่า ถ้ามันแก้ปัญหาง่ายขนาดนี้ทำไมทุกประเทศมันไม่เปิด “กาสิโน” กันล่ะวะ
9) พ่ออ้วนก็เอาแต่พูดเรื่องเงินๆๆๆ ที่จะได้พ่ออ้วนได้อ่านที่ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอท่านทักท้วงบ้างไหมเล่า
ท่านว่า “...ต่อให้เรายอมรับว่า การเปิดกาสิโนในประเทศไทยอาจก่อให้เกิดประโยชน์ในบางด้าน เช่น สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเข้าประเทศเพิ่ม ลดเงินทุน
ไหลออกจากการที่คนไทยออกไปเล่นพนันในต่างประเทศและสร้างรายได้ให้แก่รัฐ การที่เราจะสามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์ดังกล่าว โดยไม่สร้างปัญหาจากการก่ออาชญากรรมและการฟอกเงิน การติดพนันของประชาชนตลอดจนปัญหาสังคมต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามมาได้นั้น รัฐบาลก็จะต้องออกแบบโครงการนี้อย่างเหมาะสมบนพื้นฐานของการศึกษามาเป็นอย่างดี
ปัญหาใหญ่ที่สุดของการจัดทำร่างกฎหมายกาสิโนของรัฐบาลคือ ยกร่างกฎหมายขึ้นมาโดยไม่มีแม้กระทั่งสิ่งที่เรียกว่า “รายงานการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ” (Feasibility Study) เลย ทั้งที่โครงการนี้เกี่ยวข้องกับเม็ดเงินมหาศาล และมีความเสี่ยงจะก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ มากมาย
ที่น่าตกใจมากก็คือ แม้ไม่มีการศึกษาว่า ตลาดกาสิโนของไทยจะมีขนาดใหญ่เพียงใด และควรมีผู้ประกอบการกาสิโนกี่รายที่ได้รับใบอนุญาตให้แข่งขันกัน ร่างกฎหมายกาสิโนของรัฐบาลกลับสามารถกำหนดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตได้ โดยกำหนดในอัตราคงที่ไม่เกิน 5 พันล้านบาทสำหรับอายุใบอนุญาต 30 ปี บวกกับค่าธรรมเนียมรายปีอีกปีละไม่เกิน 1 พันล้านบาท
ดูเผินๆ ราคาใบอนุญาตที่กำหนดไว้อาจจะมาก เมื่อถ้าคิดดีๆ ก็จะพบความจริงที่ตรงกันข้าม เพราะค่าธรรมเนียมใบอนุญาตแต่ละใบต่อปีจะอยู่ประมาณ 1,167 ล้านบาท ซึ่งน่าจะต่ำมากเมื่อเทียบกับโอกาสในการแสวงหากำไรมหาศาลของผู้ได้ใบอนุญาต นอกจากนี้ ในร่างกฎหมายของรัฐบาลไม่มีข้อกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตต้องแบ่งส่วนแบ่งรายได้เข้ารัฐ หรือที่เรียกว่า “ภาษีกาสิโน” เหมือนในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ (แบ่งรายได้ 11-22% จากรายได้นักพนันทั่วไป และ 8-12% จากรายได้นักพนัน VIP ทำให้รัฐบาลได้รายได้ปีละเกือบ 3 หมื่นล้านบาท) ญี่ปุ่น (30% จากรายได้พนัน) หรือมาเก๊า (40% จากรายได้พนัน ทำให้รัฐบาลได้รายได้ปีละหลายแสนล้านบาท) ทั้งหมดนี้หมายความว่า หากผู้ประกอบการกาสิโนได้รายได้มาก ก็จะได้รายได้ไปเกือบหมดโดยแทบไม่ต้องแบ่งให้รัฐบาลเลย
ทั้งหมดนี้แปลว่า หากไทยจะยอมให้มีกาสิโน 3-5 แห่ง รายได้จากกาสิโนที่จะเข้ารัฐ ก็จะอยู่ในระดับไม่เกินปีละ 3.3-5.5 พันล้านบาทเท่านั้น และต่อให้อ้างว่าจะสร้างรายได้ให้แก่การท่องเที่ยวในรูปแบบอื่นๆ ของประเทศด้วย ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวต่างประเทศที่มาเที่ยวไทย ก็ตกปีละ 40 ล้านคนแล้ว นักท่องเที่ยวจากกาสิโนจะเพิ่มตัวเลขได้อีกเท่าไรกัน? ผลตอบแทน
ระดับนี้คุ้มไหมกับการที่เราต้องมาป้องกันและแก้ไขปัญหามากมายที่จะตามมา?
ที่สำคัญร่างกฎหมายกาสิโนของรัฐบาลกำหนดให้จัดสรรใบอนุญาตให้แก่ผู้ประกอบการโดยใช้วิธี “ประกวดนางงาม” (Beauty Contest) ซึ่งหมายถึงคัดเลือกโดยให้คะแนนหลายๆ ด้านตามหลักเกณฑ์ที่ฝ่ายการเมืองจะกำหนดขึ้นเหมือนการตัดสินประกวดนางงาม แทนที่จะแข่งขันกันด้วยการประมูล ซึ่งมีความโปร่งใสมากกว่า
เพราะผู้ที่จะได้ใบอนุญาตจะต้องเสนอผลตอบแทนสูงที่สุดให้รัฐ ในทางตรงกันข้ามการใช้วิธี “ประกวดนางงาม” จะเสี่ยงต่อการที่ฝ่ายการเมืองสามารถใช้ดุลพินิจในการออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ประกอบการบางราย และเกิด “เงินทอน” ซึ่งทำให้ประเทศเสียประโยชน์มหาศาล”
ท่านตอบคำถามของ ดร.สมเกียรติให้อิฉันยายแฟง และคนไทยทั้งหลายให้กระจ่างก่อนดีกว่านะเจ้าคะ ท่านภูมิธรรม!!
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี